News

ชาวอังกฤษแห่ซื้อทองจากปัญหา BREXIT

นักลงทุนชาวอังกฤษเร่งเข้าซื้อทองคำจากการที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลลัพธ์ Brexit ซึ่งได้กระตุ้นความผันผวนในตลาด อ้างอิงจากความเห็นของ The Royal Mint ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษที่ผลิตเหรียญทองมานานกว่า 1,100 ปี       Chris Howard ผู้อำนวยการฝ่ายโลหะมีค่าของ The Royal Mint กล่าวในแถลงการณ์ช่วงต้นปีนี้ว่า “เราเพิ่งได้เห็นความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนนี้และในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เรามองว่าส่วนใหญ่มาจากความวุ่นวายประเด็น Brexit และความผันผวนของตลาด”      ยอดขายเหรียญทองคำพุ่งขึ้น หลังจากที่นางเทเรซา เมย์ นายกฯอังกฤษประกาศในเดือนธ.ค.ว่าจะเลื่อนกำหนดวันลงมติของรัฐสภาอังกฤษต่อร่างข้อตกลง Brexit ซึ่งเธอได้ทำการต่อรองกับทาง EU ไว้ อ้างอิงจากรายงานของ The Royal Mint      The Royal Mint รายงานว่า รายได้จากการขายในเดือนมกราคมปีนี้เพิ่มขึ้น 73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไม่ได้กล่าวถึงตัวเลขว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ เหรียญทองและทองคำแท่งที่ผลิตโดย The Royal Mint ได้ถูกซื้อโดยลูกค้าบุคคลมากกว่าที่จะเป็นสถาบันหรือนักลงทุน      นอกจากนี้ Howard คาดการณ์ว่า ความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเนื่องจากความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำและโลหะมีค่าอื่นๆ ทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด YLG Research ที่มา : Bloomberg บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด Line ID : @ylgfutures Facebook : YLG Bullion and Futures เว็ปไซต์ : www.ylgfutures.co.th call center : 02 687 9999

ข่าวสารประกอบการลงทุนทองคำ วันที่ 18 มกราคม 2562

• (-) ดอลล์แข็งเทียบค่าเงินหลัก ขานรับข้อมูลแรงงานสหรัฐสดใส ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (17 ม.ค.) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐที่ปรับตัวลงสวนทางกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.26 เยน จากระดับ 108.92 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9937 ฟรังก์ จากระดับ 0.9906 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3266 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3249 ดอลลาร์แคนาดา ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1390 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1398 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.2987 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2870 ดอลลาร์ • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 162.94 จุด รับข่าวสหรัฐเล็งผ่อนคลายภาษีนำเข้าสินค้าจีน ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (17 ม.ค.) หลังจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือกันเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยมีเป้าหมายที่จดลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐที่ปรับตัวลงสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,370.10 จุด เพิ่มขึ้น 162.94 จุด หรือ +0.67% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,084.46 จุด เพิ่มขึ้น 49.77 จุด หรือ +0.71% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,635.96 จุด เพิ่มขึ้น 19.86 จุด หรือ +0.76%  • (-) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางคาดการณ์ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง

ข่าวสารประกอบการลงทุนทองคำ วันที่ 17 มกราคม 2562

• (+) เงินปอนด์ฟื้นตัว หลังสภาอังกฤษลงมติไว้วางใจรัฐบาลเทเรซา เมย์ สกุลเงินปอนด์ดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (16 ม.ค.) หลังจากสมาชิกสภาสามัญชนของอังกฤษลงมติให้ความไว้วางใจต่อรัฐบาลของนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ขณะที่เงินยูโรอ่อนค่าลงหลังจากประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในยูโรโซนอ่อนแอมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ สกุลเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2870 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2836 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.1398 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1400 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7176 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7193 ดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.92 เยน จากระดับ 108.58 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9906 ฟรังก์ จากระดับ 0.9881 ฟรังก์  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 141.57 จุด หลังหุ้นแบงก์พุ่งรับผลประกอบการโกลด์แมน แซคส์ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ (16 ม.ค.) หลังจากธนาคารรายใหญ่อย่างโกลด์แมน แซคส์ และแบงก์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยกำไรและรายได้ที่สูงกว่าคาด โดยรายงานดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้น และสามารถสกัดปัจจัยลบจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ชัตดาวน์ในสหรัฐ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,207.16 จุด พุ่งขึ้น 141.57 จุด หรือ +0.59% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,616.10 จุด เพิ่มขึ้น 5.80 จุด หรือ +0.22% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,034.69 จุด เพิ่มขึ้น 10.86 จุด หรือ +0.15% • (-)

กรรมการเฟด “สายเหยี่ยวลดลง” ปีนี้ ข่าวดีตลาดทองคำ

ปี 2018 ที่ผ่านมา คณะกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่อยู่ในฝั่งสาย “เหยี่ยว” หรือในเชิงสนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงิน (Hawkish)      แต่ในปี 2019 และ 2020 ดูเหมือนจะเป็นไปในลักษณะ “เหยี่ยวน้อยลง” ท่ามกลางความกังวลถึงแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลงอันเนื่องมาจากมาตรการเก็บภาษีระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า หรือที่เรียกกันว่าสงครามการค้า โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่ระหว่างสหรัฐกับจีน      ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 9 ครั้ง ในรอบวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2015 จนถึงสิ้นปี 2018 โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของเฟดถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลักสำคัญหนึ่งปัจจัย ที่กดดันให้ราคาทองคำมีการปรับตัวลงในช่วงปีดังกล่าว -20.51 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ คิดเป็น -1.6% จากระดับราคาเปิดต้นปี ณ วันที่ 2 ม.ค. 2018 ที่ 1,302.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์สู่วันทำการสุดท้ายของปีที่ระดับ 1,282.19 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่จุดยืนของคณะกรรมการเฟดที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในปี 2018 จะพบได้ว่า ค่อนข้างเป็นไปในลักษณะแข็งกร้าวต่อการคุมเข้มนโยบายการเงิน      แต่ในปี 2019 นี้ จะพบว่า แนวโน้มเปลี่ยนไป หลังจากการประชุมประจำเดือนธ.ค.ปี 2018 ของเฟด ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2019 เมื่อพิจารณา Dot Plot ล่าสุดจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่เฟดได้ปรับลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2019 ลงเหลือเพียง 2 ครั้งจากเดิมที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง ส่วนทางด้านความเห็นจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เป็นไปในลักษณะผ่อนคลายมากขึ้น โดยพาวเวลล์กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยของเฟดเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลาง และล่าสุดในช่วงต้นปีนี้เอง พาวเวลล์ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า เฟดสามารถยืดหยุ่นและมีความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มย่ำแย่ลง แต่ในขณะเดียวกันเขากล่าวว่า “ยังไม่มีแผนตายตัวในการขึ้นดอกเบี้ย แต่หากเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ก็จะตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้จะต้องแข็งแกร่งมาก” นอกจากนี้เขาระบุว่า

ข่าวสารประกอบการลงทุนทองคำ วันที่ 16 มกราคม 2562

• (+) รัฐบาลทรัมป์คาดความเสียหายจากชัตดาวน์มีมูลค่าสูงเป็น 2 เท่าจากที่คาดการณ์เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คาดการณ์ว่าความเสียหายที่เกิดจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์) จะมีมูลค่าสูงเป็น 2 เท่าจากที่คาดการณ์ในเบื้องต้น ทั้งนี้ ในช่วงแรก รัฐบาลคาดการณ์ว่า ภาวะชัตดาวน์จะทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลง 0.1% ในทุกๆ 2 สัปดาห์ แต่ขณะนี้ รัฐบาลคาดว่า ภาวะชัตดาวน์จะทำให้ตัวเลข GDP ลดลง 0.1% ในทุกๆ 1 สัปดาห์ เนื่องจากในช่วงแรก รัฐบาลพิจารณาผลกระทบที่เกิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 800,000 รายที่จะไม่ได้รับเงินเดือน อันเนื่องจากภาวะชัตดาวน์ แต่ขณะนี้ รัฐบาลเชื่อว่าผลกระทบดังกล่าวจะทวีคูณ จากความเสียหายที่เกิดจากพนักงานเอกชนที่รัฐบาลจ้างงานตามสัญญาที่ต้องยุติการทำงาน รวมทั้งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของรัฐบาล และการดำเนินงานต่างๆที่ไม่สามารถเกิดขึ้นในช่วงชัตดาวน์ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า หากภาวะชัตดาวน์ยืดเยื้อตลอดทั้งเดือนนี้ ก็จะทำให้ตัวเลข GDP ลดลง 0.5%  • (+) สหรัฐเผยดัชนี PPI ลดลงมากกว่าคาดในเดือนธ.ค. กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 0.2% ในเดือนธ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ย. การปรับตัวลงของดัชนี PPI ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของราคาพลังงาน เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือนธ.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 2.5% เช่นกันในเดือนพ.ย. นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะลดลง 0.1% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และปรับตัวขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี • (-) เงินปอนด์ร่วง หลังรัฐสภาอังกฤษคว่ำร่างข้อตกลง Brexit เงินปอนด์ร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 ม.ค.) หลังจากรัฐสภาอังกฤษคว่ำร่างข้อตกลงการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ขณะที่พรรคฝ่ายค้าอังกฤษเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ในวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2836

1236

ชาวอังกฤษแห่ซื้อทองจากปัญหา BREXIT

นักลงทุนชาวอังกฤษเร่งเข้าซื้อทองคำจากการที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลลัพธ์ Brexit ซึ่งได้กระตุ้นความผันผวนในตลาด อ้างอิงจากความเห็นของ The Royal Mint ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษที่ผลิตเหรียญทองมานานกว่า 1,100 ปี       Chris Howard ผู้อำนวยการฝ่ายโลหะมีค่าของ The Royal Mint กล่าวในแถลงการณ์ช่วงต้นปีนี้ว่า “เราเพิ่งได้เห็นความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนนี้และในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เรามองว่าส่วนใหญ่มาจากความวุ่นวายประเด็น Brexit และความผันผวนของตลาด”      ยอดขายเหรียญทองคำพุ่งขึ้น หลังจากที่นางเทเรซา เมย์ นายกฯอังกฤษประกาศในเดือนธ.ค.ว่าจะเลื่อนกำหนดวันลงมติของรัฐสภาอังกฤษต่อร่างข้อตกลง Brexit ซึ่งเธอได้ทำการต่อรองกับทาง EU ไว้ อ้างอิงจากรายงานของ The Royal Mint      The Royal Mint รายงานว่า รายได้จากการขายในเดือนมกราคมปีนี้เพิ่มขึ้น 73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไม่ได้กล่าวถึงตัวเลขว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ เหรียญทองและทองคำแท่งที่ผลิตโดย The Royal Mint ได้ถูกซื้อโดยลูกค้าบุคคลมากกว่าที่จะเป็นสถาบันหรือนักลงทุน      นอกจากนี้ Howard คาดการณ์ว่า ความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเนื่องจากความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำและโลหะมีค่าอื่นๆ ทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด YLG Research ที่มา : Bloomberg บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด Line ID : @ylgfutures Facebook : YLG Bullion and Futures เว็ปไซต์ : www.ylgfutures.co.th call center : 02 687 9999

ข่าวสารประกอบการลงทุนทองคำ วันที่ 18 มกราคม 2562

• (-) ดอลล์แข็งเทียบค่าเงินหลัก ขานรับข้อมูลแรงงานสหรัฐสดใส ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (17 ม.ค.) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐที่ปรับตัวลงสวนทางกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.26 เยน จากระดับ 108.92 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9937 ฟรังก์ จากระดับ 0.9906 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3266 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3249 ดอลลาร์แคนาดา ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1390 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1398 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.2987 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2870 ดอลลาร์ • (-) ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 162.94 จุด รับข่าวสหรัฐเล็งผ่อนคลายภาษีนำเข้าสินค้าจีน ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (17 ม.ค.) หลังจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือกันเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยมีเป้าหมายที่จดลดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐที่ปรับตัวลงสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,370.10 จุด เพิ่มขึ้น 162.94 จุด หรือ +0.67% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,084.46 จุด เพิ่มขึ้น 49.77 จุด หรือ +0.71% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,635.96 จุด เพิ่มขึ้น 19.86 จุด หรือ +0.76%  • (-) สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางคาดการณ์ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง

ข่าวสารประกอบการลงทุนทองคำ วันที่ 17 มกราคม 2562

• (+) เงินปอนด์ฟื้นตัว หลังสภาอังกฤษลงมติไว้วางใจรัฐบาลเทเรซา เมย์ สกุลเงินปอนด์ดีดตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (16 ม.ค.) หลังจากสมาชิกสภาสามัญชนของอังกฤษลงมติให้ความไว้วางใจต่อรัฐบาลของนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ขณะที่เงินยูโรอ่อนค่าลงหลังจากประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในยูโรโซนอ่อนแอมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ สกุลเงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2870 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2836 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.1398 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1400 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 0.7176 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7193 ดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 108.92 เยน จากระดับ 108.58 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9906 ฟรังก์ จากระดับ 0.9881 ฟรังก์  • (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 141.57 จุด หลังหุ้นแบงก์พุ่งรับผลประกอบการโกลด์แมน แซคส์ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ (16 ม.ค.) หลังจากธนาคารรายใหญ่อย่างโกลด์แมน แซคส์ และแบงก์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยกำไรและรายได้ที่สูงกว่าคาด โดยรายงานดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้น และสามารถสกัดปัจจัยลบจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ชัตดาวน์ในสหรัฐ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 24,207.16 จุด พุ่งขึ้น 141.57 จุด หรือ +0.59% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,616.10 จุด เพิ่มขึ้น 5.80 จุด หรือ +0.22% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,034.69 จุด เพิ่มขึ้น 10.86 จุด หรือ +0.15% • (-)

กรรมการเฟด “สายเหยี่ยวลดลง” ปีนี้ ข่าวดีตลาดทองคำ

ปี 2018 ที่ผ่านมา คณะกรรมการของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่อยู่ในฝั่งสาย “เหยี่ยว” หรือในเชิงสนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงิน (Hawkish)      แต่ในปี 2019 และ 2020 ดูเหมือนจะเป็นไปในลักษณะ “เหยี่ยวน้อยลง” ท่ามกลางความกังวลถึงแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลงอันเนื่องมาจากมาตรการเก็บภาษีระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า หรือที่เรียกกันว่าสงครามการค้า โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่ระหว่างสหรัฐกับจีน      ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 9 ครั้ง ในรอบวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2015 จนถึงสิ้นปี 2018 โดยในปี 2018 ที่ผ่านมา เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของเฟดถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลักสำคัญหนึ่งปัจจัย ที่กดดันให้ราคาทองคำมีการปรับตัวลงในช่วงปีดังกล่าว -20.51 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ คิดเป็น -1.6% จากระดับราคาเปิดต้นปี ณ วันที่ 2 ม.ค. 2018 ที่ 1,302.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์สู่วันทำการสุดท้ายของปีที่ระดับ 1,282.19 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่จุดยืนของคณะกรรมการเฟดที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในปี 2018 จะพบได้ว่า ค่อนข้างเป็นไปในลักษณะแข็งกร้าวต่อการคุมเข้มนโยบายการเงิน      แต่ในปี 2019 นี้ จะพบว่า แนวโน้มเปลี่ยนไป หลังจากการประชุมประจำเดือนธ.ค.ปี 2018 ของเฟด ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2019 เมื่อพิจารณา Dot Plot ล่าสุดจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่เฟดได้ปรับลดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2019 ลงเหลือเพียง 2 ครั้งจากเดิมที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง ส่วนทางด้านความเห็นจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เป็นไปในลักษณะผ่อนคลายมากขึ้น โดยพาวเวลล์กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยของเฟดเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลาง และล่าสุดในช่วงต้นปีนี้เอง พาวเวลล์ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า เฟดสามารถยืดหยุ่นและมีความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มย่ำแย่ลง แต่ในขณะเดียวกันเขากล่าวว่า “ยังไม่มีแผนตายตัวในการขึ้นดอกเบี้ย แต่หากเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ก็จะตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้จะต้องแข็งแกร่งมาก” นอกจากนี้เขาระบุว่า

ข่าวสารประกอบการลงทุนทองคำ วันที่ 16 มกราคม 2562

• (+) รัฐบาลทรัมป์คาดความเสียหายจากชัตดาวน์มีมูลค่าสูงเป็น 2 เท่าจากที่คาดการณ์เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คาดการณ์ว่าความเสียหายที่เกิดจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล (ชัตดาวน์) จะมีมูลค่าสูงเป็น 2 เท่าจากที่คาดการณ์ในเบื้องต้น ทั้งนี้ ในช่วงแรก รัฐบาลคาดการณ์ว่า ภาวะชัตดาวน์จะทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลง 0.1% ในทุกๆ 2 สัปดาห์ แต่ขณะนี้ รัฐบาลคาดว่า ภาวะชัตดาวน์จะทำให้ตัวเลข GDP ลดลง 0.1% ในทุกๆ 1 สัปดาห์ เนื่องจากในช่วงแรก รัฐบาลพิจารณาผลกระทบที่เกิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 800,000 รายที่จะไม่ได้รับเงินเดือน อันเนื่องจากภาวะชัตดาวน์ แต่ขณะนี้ รัฐบาลเชื่อว่าผลกระทบดังกล่าวจะทวีคูณ จากความเสียหายที่เกิดจากพนักงานเอกชนที่รัฐบาลจ้างงานตามสัญญาที่ต้องยุติการทำงาน รวมทั้งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของรัฐบาล และการดำเนินงานต่างๆที่ไม่สามารถเกิดขึ้นในช่วงชัตดาวน์ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า หากภาวะชัตดาวน์ยืดเยื้อตลอดทั้งเดือนนี้ ก็จะทำให้ตัวเลข GDP ลดลง 0.5%  • (+) สหรัฐเผยดัชนี PPI ลดลงมากกว่าคาดในเดือนธ.ค. กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 0.2% ในเดือนธ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ย. การปรับตัวลงของดัชนี PPI ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของราคาพลังงาน เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือนธ.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 2.5% เช่นกันในเดือนพ.ย. นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PPI จะลดลง 0.1% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และปรับตัวขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี • (-) เงินปอนด์ร่วง หลังรัฐสภาอังกฤษคว่ำร่างข้อตกลง Brexit เงินปอนด์ร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (15 ม.ค.) หลังจากรัฐสภาอังกฤษคว่ำร่างข้อตกลงการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ขณะที่พรรคฝ่ายค้าอังกฤษเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ในวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น เงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2836

จับตาผลโหวต Brexit คืนพรุ่งนี้ หวั่นถูกคว่ำกลางรัฐสภา

“สมาชิกสภานิติบัญญัติของอังกฤษมีกำหนดเริ่มต้นการลงมติต่อข้อตกลง Brexit ของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ในวันอังคารที่ 15 ม.ค. ตามเวลาอังกฤษ หรือตรงกับเวลา 02.00 น. ของวันพุธที่ 16 ม.ค.ตามเวลาไทย”      หากนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ไม่ทำการเลื่อนโหวต ผลลัพธ์ของการโหวตอาจจะเป็นได้ทั้งอนุมัติข้อตกลง Brexit, อนุมัติข้อตกลง Brexit พร้อมกับมีการแก้ไขเพิ่มเติม และคว่ำร่าง(Rejected)ข้อตกลง Brexit       ร่างข้อตกลง Brexit ของนางเมย์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาสามัญชนอย่างน้อย 320 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 639 เสียง      นักวิเคราะห์จากสำนักข่าว BBC คาดการณ์ว่า ร่างกฎหมาย Brexit จะถูกคว่ำในสภา โดยมีช่องว่างคะแนนทิ้งห่างมากถึง 228 เสียง ซึ่งนอกจากเสียงที่คัดค้านจะมาจากพรรคฝ่ายค้านแล้ว สมาชิกสภาจำนวนหนึ่งของพรรคอนุรักษ์นิยมของนางเมย์ก็เตรียมโหวตคว่ำร่างข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน      คำถาม คือ จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างข้อตกลง Brexit ถูกคว่ำร่าง (Rejected) กลางรัฐสภา? สิ่งที่ตามมาอย่างแรกคือรัฐบาลจะต้องเสนอแผน Brexit ฉบับใหม่ภายในเวลา 3 วันทำการ ซึ่งหากท้ายที่สุดแล้วรัฐสภาอังกฤษไม่ทำการรับรองร่างข้อตกลง Brexit ของนางเมย์ จะมีทางเลือกที่เป็นได้ได้หลังจากนั้น 5 ทางเลือกอ้างอิงจากข้อมูลของ BBC ซึ่งทางเลือกเหล่านั้นมีดังนี้ 1. No deal      หากไม่มีสิ่งใดๆเกิดขึ้น นั่นเท่ากับว่าจะเกิดการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปแบบไร้ข้อตกลง (Brexit with no deal) ตามกฎหมายที่ว่า สหราชอาณาจักรจะออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 29 มีนาคม 2019      การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปโดยไร้ข้อตกลงจะทำให้ประชาชนจำนวนมากตกงาน ทั้ง EU และอังกฤษ ต่างก็จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าและการบริการต่อกันและกัน      นอกจากนี้ ภาคการเงินซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพในการทำกำไรของอังกฤษนั้น จะต้องทำธุรกรรมทางการค้ากับ EU ภายใต้กฎระเบียบขององค์การการค้าโลก ซึ่งส่งผลให้อุปสรรคและต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นด้วย    

12

ร่วมโหวตให้นักวิเคราะห์ เพื่อลุ้นรางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม 2018 โดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA)

ร่วมโหวตให้นักวิเคราะห์บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เพื่อลุ้นรางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม 2018  โดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) โหวตนักลงทุนรายสถาบัน หัวข้อที่ 9 กลุ่มนักวิเคราะห์อนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ กดโหวต  > คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด กดโหวต  > คุณวรุต รุ่งขำ  ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด หัวข้อที่ 10 กลุ่มนักวิเคราะห์อนุพันธ์ทางการเงิน กดโหวต  > คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด หัวข้อที่ 10 กลุ่มนักวิเคราะห์ทางเทคนิค กดโหวต  > คุณวรุต รุ่งขำ  ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด โหวตนักลงทุนรายบุคคล หัวข้อที่ 9 กลุ่มนักวิเคราะห์อนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ กดโหวต  > คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด กดโหวต  > คุณวรุต รุ่งขำ  ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด   หัวข้อที่ 10 กลุ่มนักวิเคราะห์อนุพันธ์ทางการเงิน กดโหวต  > คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด หัวข้อที่ 10 กลุ่มนักวิเคราะห์ทางเทคนิค กดโหวต  > คุณวรุต รุ่งขำ  ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด หมายเหตุ: *นักวิเคราะห์ที่ท่านโหวตให้ เป็นรางวัลนักวิเคราะห์ยอด เยี่ยมประจำปี 2561 เพียง 1

123

View-worthy Analysis Report

เDive deep into everything
you need to know with help from our professionals

Read More