ข่าวเศรษฐกิจ

ตลาดทองคึกคัก ก่อนลุ้นผลประชุมเฟด 18-19 มิ.ย.

“ว่าด้วยเรื่องความหวัง… คงปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะลดดอกเบี้ย หรือยิ่งไปกว่านั้นอาจอัดฉีด QE เข้าระบบ เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะถดถอย อันเนื่องมาจากสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีระหว่างประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกเบอร์หนึ่งและสองอย่างสหรัฐกับจีน ที่เข้มข้นและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง”

    ด้านตลาดทองคำ ตอบรับเชิงบวกอย่างมาก หลังจากนักลงทุนคาดถึงแนวโน้มการลดดอกเบี้ยและผ่อนคลายนโยบายของเฟด ขณะที่สงครามการค้าสหรัฐและจีนยังคุกรุ่น ดันราคาทองคำทะยานขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่(New High) ของปี 2019 บริเวณ 1,358 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันศุกร์ที่ 14 มิ.ย.

     ความเป็นไปได้ของการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) จะปรับ “ลด” อัตราดอกเบี้ยในปีนี้ถูกปลุกขึ้น หลังเศรษฐกิจซบเซา ขณะที่สัญญาณเงินเฟ้อสหรัฐฯยังไม่ฟื้นตัว หลัง GDP ไตรมาส 1/2019 อยู่ที่ระดับ 3.1% แม้จะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.0% และถือว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัวครบรอบ 10 ปีในเดือนก.ค.ปีนี้ ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ แต่หากพิจารณาถึงเนื้อในของตัวเลข GDP ก็จะพบว่าทางการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ชะลอตัวสู่ระดับ 1.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 2.5% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ส่วนการใช้จ่ายในภาคธุรกิจลดลง 1.0% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2016 ซึ่งบ่งชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อของสหัฐในไตรมาส 1 ของปียังอยู่ในระดับต่ำ

     ด้านข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐวูบลงเช่นกัน เห็นได้จากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 75,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 180,000 ตำแหน่ง และต่ำกว่าระดับ 224,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย. แม้อัตราว่างงานจะทรงตัวในระดับต่ำ 3.6% แต่ค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเมื่อเทียบรายปีลดลงสู่ระดับ 3.1% บ่งชี้เงินเฟ้อชะลอตัว


     ตอกย้ำล่าสุดด้วยการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งชะลอลงจากเดือนเม.ย.ที่เพิ่มขึ้น 0.2% และเมื่อเทียบรายปีดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนพ.ค. ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดว่าจะดีดตัวขึ้นที่ 2.0% เมื่อเทียบรายปี บ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในภาคการผลิตยังคงชะลอตัว ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ชะลอตัวลงหลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนเม.ย. และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนพ.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.9% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.9% ในเดือนเม.ย. บ่งชี้ถึงเงินเฟ้อในภาคผู้บริโภคที่ยังคงซบเซา

     เจ้าหน้าที่เฟดก็แสดงความเห็นในเชิงผ่อนคลาย(Dovish Tone) ทั้งนายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์ หลุยส์ ที่กล่าวว่า อาจจะจำเป็นต้องมีการลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นที่เกิดจากความตึงเครียดทางการค้า รวมทั้งเงินเฟ้อที่อ่อนแอของสหรัฐ ด้านนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุสอดคล้องกันว่า เฟดจะดำเนินการในสิ่งที่จำเป็นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจนำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) กลับมาใช้อีกครั้ง

     นักลงทุนส่วนใหญ่ต่างตั้งความหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย สะท้อนจาก CME Group ระบุว่า จากการใช้ FedWatch Tool วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า บรรดาเทรดเดอร์ในตลาดคาดว่า มีโอกาส 86.9% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนก.ค. และโอกาส 63.2% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนก.ย. และมีโอกาส 53.5% ที่จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธ.ค. เท่ากับว่าตลาดประเมินการลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้มากถึง 3 ครั้ง จึงต้องยอมรับว่ากระแสดังกล่าวมาแรงเหลือเกิน…

      เมื่อทราบดังนี้ จึงต้องจับตาการประชุมเฟดในวันที่ 18-19 มิ.ย. คำถามคือ จะดูอะไรจากการประชุมเฟดครั้งนี้? เพราะตลาดคาดว่าเฟดน่าจะคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในช่วง 2.25%-2.50%

     YLG แนะนำให้นักลงทุนจับตา Economic Projections และคาดการณ์ Dot Plot ฉบับใหม่จากเจ้าหน้าที่เฟด โดยอาจเปรียบเทียบกับฉบับการประชุมก่อนหน้าในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้…

ย้อนถึงการประชุมเฟดครั้งก่อนในวันที่ 19-20 มี.ค.
เฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 2.25-2.50% ในการประชุมประจำเดือนมี.ค.2019 พร้อมส่งสัญญาณว่า “จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยแม้แต่ครั้งเดียวในปีนี้” และจะยุติการปรับลดขนาดงบดุลในเดือนก.ย. ถือเป็นท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างมากของเฟด จากเชิงคุมเข้มในปีที่แล้วซึ่งเฟดได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยมากถึง 4 ครั้ง เปลี่ยนมาเป็นเชิงผ่อนคลายลงอย่างมาก

     นักลงทุนจึงไม่ควรพลาดการประชุมครั้งสำคัญนี้ ว่าจะตอบสนอง “ความหวัง” ของนักลงทุนมากน้อยเพียงใด หากเฟดยังคงส่งสัญญาณเชิงผ่อนคลาย(Dovish) แนะนำให้นักลงทุนหาโอกาสหรือรอจังหวะที่ราคาทองคำอ่อนตัวลงในการเข้าซื้อทองคำ เพราะคาดว่าจะเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทองคำให้มีเสถียรภาพต่อเนื่องได้ในปี 2019 แต่หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปดังคาด อาทิเช่น เฟดไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ย่อมทำให้นักลงทุนเกิดความผิดหวัง จนกระตุ้นแรงขายทำกำไรทองคำได้เช่นกัน

YLG Research
ที่มาข้อมูล : federalreserve, cmegroup, cnbc, marketwatch, Infoquest

บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จํากัด
Line ID : @ylgfutures
Facebook : YLG Bullion and Futures
เว็ปไซต์ : www.ylgfutures.co.th
call center : 02 687 9999