ข่าวเศรษฐกิจ

ข่าวสารประกอบการลงทุนทองคำ วันที่ 18 พฤษภาคม 2563

• (+) “ทรัมป์”ระบุไม่ต้องการคุยกับผู้นำจีนขณะนี้, อาจแม้แต่ตัดสัมพันธ์จีน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐส่งสัญญาณความเสื่อมถอยเพิ่มเติมของความสัมพันธ์ของเขากับจีนประเด็นโควิด-19 โดยระบุว่า เขาไม่สนใจที่จะสนทนากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในขณะนี้ และยิ่งกว่านั้นบ่งชี้ว่า เขาอาจแม้แต่ตัดสัมพันธ์กับจีน ในการให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ Fox Business Network เมื่อวานนี้ ปธน.ทรัมป์ระบุว่าเขาผิดหวังอย่างยิ่งกับความล้มเหลวของจีนในการควบคุมโควิด-19 และการระบาดดังกล่าวสร้างทัศนะลบเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเดือนม.ค.ของเขากับจีน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาชื่นชมว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ ปธน.ทรัมป์ระบุว่า “จีนไม่ควรปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ผมทำข้อตกลงการค้าอันยอดเยี่ยมและขณะนี้ผมบอกได้เลยว่า ผมรู้สึกไม่เหมือนเดิม หมึกยังไม่ทันแห้งดีและโรคระบาดปรากฏขึ้น และนั่นทำให้ผมรู้สึกไม่เหมือนเดิม”
• (+) สหรัฐเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาดจากพิษโควิด กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 2.981 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.5 ล้านราย ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานโดยรวมพุ่งขึ้นเกือบ 36.5 ล้านราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของประชากรในวัยทำงานทั้งหมดของสหรัฐ นับตั้งแต่ที่สหรัฐประกาศล็อกดาวน์ในรัฐต่างๆในช่วงครึ่งหลังของเดือนมี.ค.เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
• (+) WHO เตือนโควิด-19 อาจระบาดต่อไปอีก 5 ปี ก่อนจะถูกควบคุมได้ พญ.ซุมยา สวามินาธาน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ประจำองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาจดำเนินต่อไปอีก 4-5 ปี ก่อนที่จะถูกควบคุมไว้ได้ พญ.สวามินาธานกล่าวว่า วัคซีนถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความปลอดภัย, การผลิต และการกระจายอย่างเป็นธรรม พญ.สวามินาธานกล่าวว่า การพัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ และมาตรการกักตัวผู้ติดเชื้อที่ประสบความสำเร็จ ถือเป็นปัจจัยที่จะตัดสินว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะยาวนานเพียงใด
• (-) ดอลล์แข็งเทียบสกุลเงินหลัก ขานรับเฟดยันไม่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (14 พ.ค.) หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่า เฟดจะไม่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.23% สู่ระดับ 100.48 เมื่อคืนนี้ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 107.23 เยน จากระดับ 106.99 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9744 ฟรังก์ จากระดับ 0.9723 ฟรังก์ ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0782 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0815 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2193 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2218 ดอลลาร์
• (-) ดาวโจนส์ปิดบวก 377.37 จุด รับแรงซื้อหุ้นแบงก์,พลังงาน ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (14 พ.ค.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นธนาคารรายใหญ่ที่ถูกเทขายในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นแข็งแกร่งถึง 9% ซึ่งคำสั่งซื้อที่ส่งเข้าหนุนหุ้นทั้งสองกลุ่มได้ช่วยพยุงตลาดขึ้นปิดในแดนบวก หลังจากที่ถูกกดดันในช่วงแรกจากรายงานตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานในสหรัฐที่สูงเกินคาด ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 23,625.34 จุด เพิ่มขึ้น 377.37 จุด หรือ +1.62% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,852.50 จุด เพิ่มขึ้น 32.50 จุด หรือ +1.15% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,943.72 จุด เพิ่มขึ้น 80.56 จุด หรือ +0.91%
• (-) สหรัฐเตรียมนำยา azithromycin-hydroxychloroquine ทดลองรักษาโรคโควิด สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) แถลงในวันนี้ว่า ทางสถาบันจะเริ่มการศึกษาใช้ยา azithromycin ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ และยา hydroxychloroquine ซึ่งเป็นยารักษาโรคมาลาเรีย โดย NIH จะนำยาทั้ง 2 ตัวมาร่วมกันทดลองรักษาโรคโควิด-19