ธนาคารกลางโลกกำลังสะสมทองคำเพิ่มขึ้น สะท้อนอะไรต่อราคาทองคำในระยะยาว?
สรุปประเด็นสำคัญ
- ธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาเป็นผู้ซื้อทองคำสุทธิในเดือนเมษายน 2026 จำนวน 17 ตัน หลังจากเดือนมีนาคมมีแรงขายสุทธิในระดับสูง สะท้อนว่าทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ของระบบการเงินโลก
- ธนาคารกลางโปแลนด์ยังคงเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางจีนเดินหน้าสะสมทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน สะท้อนแนวโน้มการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ
- ผลสำรวจล่าสุดของ World Gold Council พบว่า 95% ของธนาคารกลางทั่วโลกเชื่อว่าปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการสำรวจ
- การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางถือเป็นอุปสงค์เชิงโครงสร้าง (Structural Demand) ที่มีความมั่นคงสูง และเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว
- พฤติกรรมการสะสมทองคำของธนาคารกลางสะท้อนมุมมองต่อความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ หนี้สาธารณะ เงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน
- สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นศึกษาตลาดทองคำผ่าน TFEX ผลิตภัณฑ์อย่าง Mini Gold Online Futures ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้เข้าถึงตลาดทองคำโลกได้ง่ายขึ้น ผ่านขนาดสัญญาที่เหมาะกับนักลงทุนรายบุคคลมากขึ้น
ในโลกการเงินยุคปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของราคาทองคำไม่ได้ถูกกำหนดเพียงจากอุปสงค์ของนักลงทุนรายย่อยหรือกองทุนขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลจากผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งในระบบการเงินโลก นั่นคือ “ธนาคารกลาง”
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ความผันผวนของตลาดการเงินจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน รวมถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญของธนาคารกลางทั่วโลก
ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว ทองคำกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับทุนสำรองระหว่างประเทศ และข้อมูลล่าสุดจาก World Gold Council กำลังสะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน
รายงาน Central Bank Gold Statistics ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกลับมาเป็นผู้ซื้อทองคำสุทธิในเดือนเมษายน 2026 จำนวน 17 ตัน หลังจากเดือนมีนาคมมีแรงขายสุทธิในระดับสูง โดยแม้ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ใช่ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่าแนวโน้มการสะสมทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองยังคงดำเนินต่อไป
จีนและโปแลนด์ยังคงเดินหน้าสะสมทองคำต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณารายละเอียดของข้อมูล จะพบว่า ธนาคารกลางโปแลนด์ (National Bank of Poland) เป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดในเดือนเมษายน โดยเพิ่มการถือครองทองคำอีก 14 ตัน ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นเป็น 45 ตัน
ปัจจุบันโปแลนด์ถือครองทองคำสำรองประมาณ 595 ตัน คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอดีต
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China : PBOC) ได้เพิ่มการถือครองทองคำอีก 8 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับการซื้อสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 และทำให้จีนเดินหน้าสะสมทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน
ปัจจุบันจีนถือครองทองคำสำรองประมาณ 2,322 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 9% ของทุนสำรองทั้งหมด แม้สัดส่วนดังกล่าวยังต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรป แต่แนวโน้มการเพิ่มสัดส่วนทองคำอย่างต่อเนื่องกำลังได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์ทั่วโลก เนื่องจากสะท้อนถึงความพยายามในการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ (Reserve Diversification)
นอกจากนี้ ธนาคารกลางสาธารณรัฐเช็กยังคงเพิ่มการถือครองทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 38 ขณะที่อุซเบกิสถานยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิรายสำคัญเมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปี ส่วนรัสเซียยังคงลดการถือครองทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยมียอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 22 ตัน
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า การสะสมทองคำไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่กำลังเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในยุโรปตะวันออกและเอเชีย ซึ่งทั้งสองภูมิภาคมีการซื้อทองคำเฉลี่ยรวมกันกว่า 23 ตันต่อเดือนในช่วง 36 เดือนที่ผ่านมา
ทำไมธนาคารกลางจึงยังเลือกทองคำ แม้อัตราดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในระดับสูง
คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดธนาคารกลางจำนวนมากจึงยังคงเพิ่มการถือครองทองคำ ทั้งที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย
ในทางทฤษฎีการเงิน สินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนมักเผชิญแรงกดดันเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บทบาทของทองคำสำหรับธนาคารกลางแตกต่างจากนักลงทุนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
ทองคำไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk) และไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายทางการเงินของประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำรองที่ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับฐานะการเงินของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ ความผันผวนของตลาดการเงิน และการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่
ด้วยเหตุนี้ การเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองจึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ในระดับประเทศ มากกว่าจะเป็นการตัดสินใจเชิงเก็งกำไรเหมือนในตลาดการลงทุนทั่วไป
เพราะเหตุใดแรงซื้อจากธนาคารกลางจึงเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
ในมุมมองของตลาดการเงิน แรงซื้อจากธนาคารกลางมีความสำคัญแตกต่างจากแรงซื้อของนักลงทุนทั่วไป เนื่องจากธนาคารกลางมักถือครองทองคำในระยะยาว และมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะสั้น การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มอุปสงค์เชิงโครงสร้าง หรือ Structural Demand
อุปสงค์ประเภทนี้มีความมั่นคงสูง และมักไม่ตอบสนองต่อความผันผวนของราคาในระยะสั้นมากนัก
ดังนั้น เมื่อธนาคารกลางหลายประเทศทยอยเพิ่มการถือครองทองคำพร้อมกัน ตลาดจึงมักมองว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างฐานรองรับให้กับราคาทองคำในระยะยาว เพราะหมายถึงการมีผู้ซื้อระยะยาวที่มีศักยภาพทางการเงินสูงเข้ามาสนับสนุนตลาดอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับข้อมูลการซื้อขายทองคำของธนาคารกลางไม่แพ้การติดตามอัตราดอกเบี้ยของ FED หรือการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าแนวโน้มการสะสมทองคำยังไม่สิ้นสุด
นอกจากข้อมูลการซื้อขายรายเดือนแล้ว ผลสำรวจ Central Bank Gold Reserves Survey ของ World Gold Council ยังให้ภาพที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของธนาคารกลางทั่วโลก ผลสำรวจปี 2025 พบว่า 95% ของธนาคารกลางที่เข้าร่วมการสำรวจเชื่อว่าปริมาณทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจาก 81% ในการสำรวจปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน 43% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคาดว่าธนาคารกลางของตนเองจะเพิ่มการถือครองทองคำ เทียบกับ 29% ในการสำรวจปี 2024 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ทองคำยังคงได้รับการยอมรับในฐานะ Strategic Reserve Asset หรือสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก
จากการติดตามธนาคารกลาง สู่การเรียนรู้ตลาดทองคำผ่าน Mini Gold Online Futures
สำหรับนักลงทุนไทย การเข้าใจว่าทำไมธนาคารกลางทั่วโลกจึงยังคงเดินหน้าสะสมทองคำ ช่วยให้มองเห็นภาพใหญ่ของตลาดทองคำโลกได้ชัดเจนขึ้น ทั้งในมิติของอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และเสถียรภาพของระบบการเงินโลก
สำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้สู่การลงทุนจริง Mini Gold Online Futures ในตลาด TFEX ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นด้านขนาดสัญญาที่ออกแบบมาให้เข้าถึงได้ง่ายกว่า Gold Futures ขนาดมาตรฐาน ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเริ่มต้นศึกษาตลาดทองคำได้อย่างเป็นระบบ ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นในระดับที่เหมาะสม และสามารถบริหารความเสี่ยงได้ยืดหยุ่นมากขึ้น
นอกจากนี้ Mini Gold Online Futures ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์ได้ทั้งในภาวะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นและปรับตัวลง ผ่านการเปิดสถานะ Long หรือ Short ตามมุมมองของตลาด ทำให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถติดตามและนำปัจจัยมหภาคที่กำลังขับเคลื่อนราคาทองคำโลกมาประยุกต์ใช้กับการบริหารพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของค่าเงิน พลังงาน และโลหะมีค่า แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น Mini Gold Online Futures, Gold Online Futures, USD Futures หรือดัชนีหุ้น พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5
สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค การบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศ และโครงสร้างตลาดการเงินเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
Sources: World Gold Council, IMF,TFEX
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ, ผู้ช่วยนักวิเคราะห์)