FOMC Outlook 28–29 ก.ค. 2026 : สถาบันคาดการณ์อย่างไร และผลต่อทองคำในสามฉากทัศน์
FOMC Outlook 28–29 ก.ค. 2026 : สถาบันคาดการณ์อย่างไร และผลต่อทองคำในสามฉากทัศน์
สรุปประเด็นสำคัญ
  • คณะกรรมการ FOMC มีกำหนดประชุมวันที่ 28–29 กรกฎาคม 2026 โดยจะประกาศผลการตัดสินนโยบายในเวลา 00 น. ตามเวลาสหรัฐ ซึ่งตรงกับราว 01.00 น. ของเช้ามืดวันที่ 30 กรกฎาคมตามเวลาไทย ทั้งนี้ การประชุมรอบนี้ ไม่มีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจและ Dot Plot ชุดใหม่ จุดสนใจจึงอยู่ที่ถ้อยแถลงและการแถลงข่าวของประธาน Kevin Warsh เป็นสำคัญ
  • ฉันทามติของสถาบันการเงินชี้ไปทางเดียวกันว่าเฟดจะ คงอัตราดอกเบี้ยที่ 50–3.75% โดยผลสำรวจของ Reuters พบว่านักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 104 รายคาดการคงดอกเบี้ยในรอบนี้ ขณะที่ CME FedWatch ให้น้ำหนักการคงดอกเบี้ยราว 85–89%
  • จุดที่ตลาดแตกต่างกันคือ "ก้าวถัดไป" โดยนักเศรษฐศาสตร์ 66% มองว่าโอกาสการ ปรับขึ้น ดอกเบี้ยในปีนี้อยู่ในระดับ "สูง" พลิกจากเดือนก่อนที่ส่วนใหญ่มองว่า "ต่ำ" ขณะที่ตลาดล่วงหน้าสะท้อนการปรับขึ้นถึงสองครั้งภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2027 หลังราคาน้ำมันพุ่งเกือบ 25% จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
  • สำหรับทองคำ ผลลัพธ์แบ่งเป็นสามฉากทัศน์ โดยกรณีฐานคือ "คงดอกเบี้ยพร้อมโทนเข้มงวด" (Hawkish Hold) ซึ่งมีแนวโน้มจำกัดการฟื้นตัวของทองมากกว่าจะกดดันรุนแรง
  • ล่าสุดราคาทองฟื้นตัวสี่วันติดต่อกันสู่บริเวณ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือน จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ผลการประชุมจึงมีศักยภาพสร้างความผันผวนได้ทั้งสองทิศทาง
 
FOMC Outlook 28–29 กรกฎาคม : สถาบันการเงินคาดการณ์อย่างไร และทองคำจะเผชิญแรงกดหรือแรงหนุน
       การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 28–29 กรกฎาคม 2026 นับเป็นเหตุการณ์ชี้ทิศทางที่สำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในสัปดาห์หน้า และเป็นการตัดสินนโยบายครั้งที่สองภายใต้การนำของประธาน Kevin Warsh ท่ามกลางบริบทที่ซับซ้อนเป็นพิเศษ กล่าวคือข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดออกมาอ่อนกว่าคาด แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลางกลับสร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อระลอกใหม่ในระยะข้างหน้า
       ประเด็นที่ควรทำความเข้าใจก่อนคือโครงสร้างของการประชุมรอบนี้ ซึ่งเป็นการประชุมแบบ ไม่มีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจ (Non-SEP Meeting) จึงไม่มี Dot Plot ชุดใหม่ให้ตลาดตีความ น้ำหนักทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ถ้อยคำในแถลงการณ์นโยบายและการแถลงข่าวของประธานเฟด ซึ่งจะประกาศในเวลา 14.00 น. ตามเวลาสหรัฐของวันที่ 29 กรกฎาคม หรือตรงกับราว 01.00 น. ของเช้ามืดวันที่ 30 กรกฎาคมตามเวลาไทย
 
 
ฉันทามติของสถาบัน : คงดอกเบี้ยรอบนี้ แต่ก้าวถัดไปยังแตกแถว
       ในประเด็นการตัดสินรอบนี้ มุมมองของสถาบันการเงินแทบไม่มีข้อโต้แย้ง ผลสำรวจของ Reuters ระหว่างวันที่ 17–21 กรกฎาคม พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 104 รายคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% สอดคล้องกับเครื่องมือ CME FedWatch ที่ให้น้ำหนักการคงดอกเบี้ยราว 85–89% ขณะที่การประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมการก็มีมติคงดอกเบี้ยเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0
ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่มุมมอง "ก้าวถัดไป" ซึ่งแยกเป็นสองขั้วชัดเจน
       ขั้วแรกคือกลุ่มที่มองว่าเฟดจะไม่ขยับตลอดปีนี้ นำโดย Goldman Sachs ซึ่ง David Mericle หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยตลอดปี 2026 ก่อนจะเริ่มปรับลดในปี 2027 บนสมมติฐานเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวราว 2% และตลาดแรงงานที่ยังยืดหยุ่นเกินคาด เช่นเดียวกับ J.P. Morgan ที่ประเมินว่าเฟดจะคงกรอบ 3.50–3.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปี แม้จะปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) สิ้นปีขึ้นสู่ 3.4% จาก 3.9% เดิมที่ 2.9% อันเป็นผลจากภาวะช็อกด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยที่ผูกกับช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมคาดอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปีและ 10 ปีสิ้นปีที่ราว 4.2% และ 4.7% ตามลำดับ ในผลสำรวจ Reuters เอง เสียงส่วนใหญ่ 78 จาก 104 รายก็มองว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปี
       ขั้วที่สองคือกลุ่มที่เชื่อว่าประตูการ ปรับขึ้น ดอกเบี้ยกำลังเปิดกว้างขึ้น โดยคำถามแยกในผลสำรวจเดียวกันพบว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้คาดการณ์ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ แต่เริ่มประเมินว่าความเสี่ยงของการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเดือนก่อน และในกลุ่มที่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ส่วนใหญ่หันมาคาดการปรับขึ้นอย่างน้อยหนึ่งครั้ง เหลือเพียงหกรายที่ยังคาดการปรับลด ขณะที่ตลาดล่วงหน้าไปไกลกว่านั้น โดย สะท้อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยถึงสองครั้งภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2027 หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 25% ในระยะหลัง
       มุมมองที่น่าสนใจมาจากสองสถาบันที่อ่านเกม Warsh ต่างมุมกัน โดย Jeremy Schwartz จาก Nomura Holdings มองว่า Warsh กำลัง "ซื้อเวลา" ด้วยการใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยหวังว่าจะไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยจริง ขณะที่ Jan Groen จาก Societe Generale ให้มุมที่ตรงไปตรงมาว่า หากเฟดจริงจังกับเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% เวลาของการขึ้นดอกเบี้ยก็ "กำลังใกล้เข้ามา" เพราะยุทธศาสตร์คงดอกเบี้ยรอเงินเฟ้อลงเองที่ใช้มาสองถึงสามปี "ล้มเหลวไม่มากก็น้อย" ทั้งนี้ ดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ ล่าสุดยังอยู่ที่ 4.1% หรือราวสองเท่าของเป้าหมาย
 
สามฉากทัศน์ต่อทองคำ : เมื่อถ้อยแถลงสำคัญกว่าตัวเลขดอกเบี้ย
       เมื่อการคงดอกเบี้ยแทบเป็นข้อสรุปล่วงหน้า ผลกระทบต่อทองคำจึงขึ้นอยู่กับ "โทน" ของแถลงการณ์และการแถลงข่าวเป็นหลัก ซึ่งประเมินได้เป็นสามฉากทัศน์
       ฉากทัศน์ฐาน : คงดอกเบี้ยพร้อมโทนเข้มงวด (Hawkish Hold) เป็นกรณีที่ตลาดคาดไว้มากที่สุด กล่าวคือเฟดคงดอกเบี้ย ยืนยันว่าเงินเฟ้อยังสูงเกินเป้า และเปิดทางเลือกไว้ทุกทางโดยไม่ผูกมัด สอดคล้องกับแนวทาง Data Dependent ที่ Warsh ประกาศต่อสภาเมื่อกลางเดือน ในกรณีนี้ผลต่อทองมีแนวโน้มเป็น กลางถึงลบอ่อน เนื่องจาก                     
       ตลาดรับรู้ท่าทีนี้ไปมากแล้ว แต่การที่ประตูขึ้นดอกเบี้ยยังเปิดอยู่ ก็จะจำกัดการฟื้นตัวของทองไม่ให้ไปไกล เพราะดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะยังได้แรงพยุง
       ฉากทัศน์ลบ : โทนแข็งกร้าวกว่าคาด หากแถลงการณ์หรือ Warsh ส่งสัญญาณชัดว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอยู่บนโต๊ะ เช่น การเน้นย้ำความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งเกือบ 25% ตลาดจะเร่งปรับเพิ่มการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยทันที ผลคือดอลลาร์แข็งค่า อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ปรับขึ้น และ กดดันทองโดยตรง ในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผล ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่เคยกดทองมาแล้วตลอดช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน
       ฉากทัศน์บวก : โทนผ่อนคลายกว่าคาด หากเฟดให้น้ำหนักกับดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิถุนายนที่ลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 และมองว่าแรงกดดันจากน้ำมันเป็นเพียงการปรับขึ้นของระดับราคาครั้งเดียว มิใช่เงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง ตลาดจะลดการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย ดอลลาร์อ่อนค่า และ เปิดทางให้ทองขยายการฟื้นตัว ต่อจากที่ดีดขึ้นมาแล้วราว 2.5% ในสัปดาห์นี้
       บริบทที่ทำให้รอบนี้พิเศษคือ ทองกำลังเข้าสู่การประชุมด้วยโมเมนตัมบวก โดยราคาปรับขึ้นสี่วันติดต่อกันสู่ราว 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังประธานาธิบดีทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม จุดเปลี่ยนเชิงกลไกที่นักวิเคราะห์สังเกตคือ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้วไม่ได้พุ่งขึ้นรอบใหม่ตามวาทกรรมล่าสุด ทำให้ทองได้รับแรงหนุน Safe Haven สุทธิ โดยไม่ถูกหักล้างด้วยห่วงโซ่ "น้ำมันขึ้น-เงินเฟ้อ-ขึ้นดอกเบี้ย" เหมือนช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวที่มาก่อนการประชุมนี้เองที่ทำให้ความเสี่ยงหลังทราบผลเปิดกว้างทั้งสองทาง
 
เครื่องมือรับมือความผันผวน : Gold Online Futures และ Mini Gold Online Futures บน TFEX
       สถานการณ์ที่ผลลัพธ์เปิดได้ทั้งสองทางเช่นนี้ คือบริบทที่เครื่องมือประเภทสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีบทบาทชัดเจน เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ สร้างโอกาสได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง ผ่านการเปิดสถานะซื้อ (Long) เมื่อมองว่าราคาจะปรับขึ้น หรือเปิดสถานะขาย (Short) เมื่อมองว่าราคาจะปรับลง ซึ่งต่างจากการถือทองคำจริงที่ตอบโจทย์เฉพาะทิศทางขาขึ้นเท่านั้น
       ในตลาด TFEX เครื่องมือหลักสำหรับทองคำอ้างอิงราคาตลาดโลกคือ Gold Online Futures (GO) ซึ่งอ้างอิงราคาทองคำ Spot ในรูปดอลลาร์ ขนาดสัญญาเทียบเท่าทองคำราว 10 ทรอยออนซ์ ชำระราคาเป็นเงินสด และซื้อขายได้ทั้งภาคกลางวันและภาคกลางคืน และล่าสุด TFEX ได้เปิดซื้อขาย Mini Gold Online Futures ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2026 ซึ่งย่อขนาดสัญญาลงเหลือหนึ่งในสิบ หรือเทียบเท่าทองคำเพียง 1 ทรอยออนซ์ (ราว 2 บาททองคำ) ทำให้ เงินวางหลักประกันเริ่มต้นลดลงมาอยู่ราว 10,000–15,000 บาทต่อสัญญา ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เหมาะกับการทยอยเพิ่มหรือลดสถานะเป็นขั้นบันได และการป้องกันความเสี่ยงเพียงบางส่วนของพอร์ต
       จุดที่สอดรับกับการประชุม FOMC โดยตรงคือ ช่วงเวลาซื้อขายภาคกลางคืนที่เปิดถึงราว 03.00 น. ครอบคลุมช่วงการประกาศผลการประชุมราว 01.00 น. ตามเวลาไทยพอดี ทำให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารสถานะได้ทันทีที่ผลการตัดสินและถ้อยแถลงเผยแพร่ โดยไม่ต้องรอตลาดเปิดในเช้าวันถัดไป อย่างไรก็ดี พึงตระหนักว่าคุณสมบัติเลเวอเรจของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นดาบสองคม ที่ขยายทั้งโอกาสรับผลตอบแทนและผลขาดทุนเมื่อเทียบกับเงินหลักประกัน การใช้เครื่องมือเหล่านี้จึงต้องกำหนดขอบเขตความเสี่ยงที่ยอมรับได้และมีวินัยในการบริหารสถานะอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ มิใช่คำแนะนำการลงทุน
 
บทสรุป : จับตาถ้อยคำ มากกว่าตัวเลข
       การประชุม FOMC วันที่ 28–29 กรกฎาคมนี้ แทบไม่มีคำถามเรื่องผลการตัดสิน เพราะทั้งนักเศรษฐศาสตร์ 104 รายในผลสำรวจ Reuters และตลาดล่วงหน้าต่างชี้ไปที่การคงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% แต่คำถามที่แท้จริงคือเฟดจะวางน้ำหนักอย่างไรระหว่างข้อมูลเงินเฟ้อที่เพิ่งอ่อนตัวลง กับความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเกือบ 25% สำหรับทองคำที่ฟื้นตัวขึ้นมารอผลการประชุมที่บริเวณ 4,150 ดอลลาร์ ถ้อยแถลงที่เอียงไปทางใดทางหนึ่งเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะกำหนดทิศทางของเดือนสิงหาคม ผู้ลงทุนจึงควรติดตามการประชุมครั้งนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนรับมือความผันผวนไว้ทั้งสองทิศทาง
       สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของโลหะมีค่า ค่าเงิน และสินทรัพย์ลงทุน แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล
       นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น Gold Online Futures, Mini Gold Online Futures ที่เข้าถึงง่ายด้วยหลักประกันเริ่มต้นราวหลักหมื่นบาท, Silver Futures, USD Futures หรือ Single Stock Futures พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5 รองรับการซื้อขายภาคกลางคืนที่ครอบคลุมช่วงประกาศผล FOMC
       สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
       ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับนโยบายการเงินและตลาดทองคำเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
Sources: Federal Reserve (FOMC Minutes June 2026), Reuters Poll (17–21 July 2026), Goldman Sachs Research, J.P. Morgan (Midyear Economic Outlook 2026), Nomura Holdings, Societe Generale, CME FedWatch Tool, TradingEconomics, TFEX, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), YLG Research
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ)