หลักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานราคาทองคำ EP.3
หลักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานราคาทองคำ EP.3

บทความการลงทุน: หลักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานราคาทองคำ EP.3

 

THE KEY FACTORS Part 2

 

3.อัตราดอกเบี้ยฯ และ Bond Yield

สิ่งนี้ก็จะแปรผกผันกับราคาทองเช่นกัน กลไกของมันคือ “เงินย่อมไหลไปสู่สิ่งที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า”

ทองคำไม่ได้ให้กระแสเงินสด ไม่ได้ให้ดอกเบี้ย เพียงแต่ถือไว้รอราคาขึ้นเฉยๆ แต่พันธบัตรรัฐบาลให้ดอกเบี้ย ผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสด แถมไม่มีความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระด้วย ภาษาการเงินเรียกว่า Risk free ดังนั้นเมื่อถึงจุดนึงที่ดอกเบี้ยในตลาดหรือ Bond Yield สูงมากๆ จนผู้คนเริ่มรู้สึกว่าผลตอบแทนพันธบัตรนั้นคุ้มกว่าการถือทอง ผู้คนก็จะแห่ขายทองไปถือพันธบัตร ทำให้ราคาทองตกลง

วิธีหาว่า Yield จะสูงหรือไม่ ต้องพิจารณาจาก Real Yield กล่าวคือ Nominal Yield ลบด้วยเงินเฟ้อที่คาดการณ์ ตามสมการดังนี้

“Real Yield = US 10Y Bond Yield - อัตราเงินเฟ้อ (Inflation)”

ยิ่ง Real Yield ก็ยิ่งส่งผลให้ราคาทองลดลง แต่ถ้าเกิด Real yield น้อยมากหรือถึงขั้นติดลบ ผู้คนก็จะหนีไปซื้อทองแทน

Effect นี้จะเกิดช้ากว่า 2 ข้อแรกในบทความ EP.2 ที่ผ่านมา แต่จะกินเวลายาวนานกว่า เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมมากกว่า

มาตรวัด

  • US 10-Year Bond Yield ลบด้วย CPI (%)
  • Fed Funds Rate / Fed Dot Plot — อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed และในอนาคต

 

  1. เงินเฟ้อ (Inflation)

เงินเฟ้อนั้นส่งผลถึงราคาทองใน 2 แง่มุม แง่มุมที่หนุนราคาทอง คือ เมื่อเงินเฟ้อขึ้นสูงขึ้น นักลงทุนจะหันมาซื้อทองคำเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ หรือ Inflation Hedge อีกทั้งเงินเฟ้อจะทำให้ราคาสินค้าและวัตถุดิบสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนกิจการเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลลบต่อหุ้น และหลายครั้งราคาหุ้นกับราคาทองเคลื่อนไหวตรงข้ามกัน ถ้าหุ้นเป็นลบ ก็มีโอกาสที่ราคาทองจะบวก

ประเด็นนี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องวัฎจักรเศรษฐกิจด้วย ที่แต่ละช่วงจะมีสินทรัพย์ที่เหมาะแก่การลงทุนตามสภาพ GDP และเงินเฟ้อ ในช่วงที่เงินเฟ้อเริ่มขึ้นสูง คนก็จะนิยมไปลงทุนที่ทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่ถ้าเงินเฟ้อต่ำๆ คนจะนิยมไปลงทุนในหุ้นเพราะต้นทุนกิจการถูกลง  อาจจะเห็นการขายทองมาซื้อหุ้นเพื่อหมุนเวียนตาม Stage นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายๆครั้งทองคำมักจะมีความเคลื่อนไหวสวนทางกับดัชนีหุ้นโดยเฉพาะหุ้นสหรัฐอย่าง S$P500 หรือ Dow Jones

อ้างอิง ภาพจาก: https://www.coolontop.com/economic-cycle/

 

ส่วนแง่มุมที่กดดันราคาทอง คือ ถ้าเงินเฟ้อสูงเกินไป ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed อาจต้องใช้นโยบายเข้มงวดมากขึ้น เช่น ขึ้นดอกเบี้ยฯ ทำให้ส่งผลลบต่อราคาทองคำดังที่ได้อธิบายไปแล้วในข้อที่ 3

ยกตัวอย่างสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ช่องแคบฮอร์มุซกับการขาดแคลนพลังงานนั้นส่งผลลบต่อราคาทองดังนี้ ช่องแคบนี้เป็นชีพจรหลักของโลกในการจนส่งน้ำมันและพลังงานต่างๆ ถ้าเกิดช่องแคบนี้ถูกปิด จะเกิดปัญหาอุปทานขาดแคลนเนื่องจากขนส่งไม่ได้ ผู้ผลิตหยุดกำลังผลิตเพราะผลิตไปก็เอาไปขายไม่ได้ ทำให้น้ำมันเกิดเป็นสิ่งหายาก เป็น Rare item ที่คนแย่งกัน ด้านเศรษฐศาสตร์ อุปสงค์มากกว่าอุปทาน ส่งผลทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น และเกิดเป็นเงินเฟ้อทั้งตัวราคาพลังงานเอง รวมทั้งสิ่งต่างๆที่ต้องใช้พลังงานเหล่านี้ในการผลิตก็จะถูกดันราคาให้สูง และตามหลักการ เมื่อเงินเฟ้อขึ้นสูง ธนาคารกลางก็จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อ นั่นก็จะเข้าหลักการข้อที่ 3 อย่างที่ได้เคยอธิบายไปแล้วนั่นเอง

คราวนี้ เมื่อเกิดได้ 2 ผลลัพธ์ นักลงทุนต้องมาชั่งน้ำหนักดูว่าแต่ละครั้งที่เกิดเงินเฟ้อขึ้นนั้น แง่บวกหรือแง่ลบมีน้ำหนักมากกว่ากัน ต้องใช้ประสบการณ์และตัวแปรอื่นๆประกอบการวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี อย่างเช่น กรณีช่องแคบฮอร์มุซนั้นถูกเฉลยออกมาแล้วว่าเป็นแง่ลบต่อราคาทอง

มาตรวัด

  • CPI และ Core CPI ของประเทศต่างๆโดยเฉพาะ US
  • ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI
  • ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ในครั้งต่างๆ

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของโลหะมีค่า ค่าเงิน และสินทรัพย์ลงทุน แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล

นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น Gold Online Futures, Mini Gold Online Futures, Silver Futures, USD Futures หรือ Single Stock Futures พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5 สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999

       ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคและตลาดทองคำเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)

📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง