บทความการลงทุน: เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูง ส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นยังไม่จบ
บทความการลงทุน: เฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูง ส่งสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นยังไม่จบ
ผลการประชุม
คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +0.25% สู่กรอบ 3.75–4.00% ประกาศเมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 17 ก.ย. 2026 ตามเวลาประเทศไทย ถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2023 และปรับอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายบนเงินสำรองของธนาคาร (IORB) ขึ้นสู่ระดับ 3.90% มีผลตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.
จุดเปลี่ยนสำคัญของแถลงการณ์อยู่ที่ถ้อยคำเรื่องเงินเฟ้อ ฉบับเดือน ก.ค. ระบุว่าเงินเฟ้อสูงส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกระแทกด้านอุปทานที่ดันราคาบางหมวดรวมถึงพลังงานให้สูงขึ้น (Supply Shocks) แต่ฉบับเดือน ก.ย. ตัดข้อความนี้ออก เหลือเพียงว่าเงินเฟ้อ "ยังอยู่ในระดับสูง" และเพิ่มประโยคว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ได้เร็วขึ้น การตัดคำอธิบายด้านอุปทานออกอาจสะท้อนว่าเฟดไม่ได้มองแรงกดดันเงินเฟ้อเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวอีกต่อไป ขณะที่ภาพเศรษฐกิจยังถูกประเมินว่าขยายตัวมั่นคง ผลิตภาพและการลงทุนภาคธุรกิจแข็งแกร่ง และอัตราว่างงานแทบไม่เปลี่ยนแปลง
ประมาณการเศรษฐกิจ (SEP): ดอกเบี้ยสูงนานขึ้น
ค่ามัธยฐานดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปี 2026 อยู่ที่ระดับ 4.1% (+0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ เทียบประมาณการเดือน มิ.ย.) ปี 2027 ระดับ 4.1% (+0.5 จุด) ปี 2028 ระดับ 3.9% (+0.5 จุด) ปี 2029 ระดับ 3.6% และระยะยาวระดับ 3.2% (+0.1 จุด) หมายความว่าปีนี้เฟดคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยรวม 2 ครั้ง คือขึ้นไปแล้วในรอบนี้ และอีก 1 ครั้งภายในสิ้นปี จากเดิมเดือน มิ.ย. ที่คาดไว้เพียง 1 ครั้ง จากผู้ส่งประมาณการ 18 คน มี 12 คนมองว่าขึ้นอีก 1 ครั้ง 4 คนมองว่าขึ้นอีก 2 ครั้ง และมีเพียง 2 คนที่มองว่าหยุดได้แล้ว โดยประธานเฟดไม่ได้ส่งประมาณการของตนเองเช่นเคย ที่น่าสังเกตคือในปี 2027 มีถึง 8 คนที่มองดอกเบี้ยระดับ 4.375% สูงกว่าค่ามัธยฐานของปีนี้
ด้านเศรษฐกิจ เฟดปรับเพิ่มการเติบโต GDP ปี 2026 เป็น 2.3% (+0.1 จุด) ปรับลดอัตราว่างงานปี 2026 เหลือ 4.1% (-0.2 จุด) แต่ปรับเพิ่มเงินเฟ้อ PCE ปี 2026 เป็น 3.7% (+0.1 จุด) และ PCE พื้นฐานเป็น 3.4% (+0.1 จุด) ก่อนกลับสู่ 2.0% ในปี 2029 ภาพรวมคือเศรษฐกิจดีขึ้น ตลาดแรงงานแน่นขึ้น แต่เงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่คณะกรรมการเกือบทั้งหมดมองว่าความเสี่ยงของเงินเฟ้อเอียงไปทางสูงกว่าคาด
สาระสำคัญจากการแถลงข่าว (01.30 น.)
นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ย้ำว่าเฟดให้น้ำหนักหลักกับเสถียรภาพราคา เงินเฟ้อสูงเกินไปและยาวนานเกินไป และตัวเลขช่วงฤดูร้อนไม่ได้บ่งชี้ว่าแนวโน้มพื้นฐานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เขาเรียกการตัดสินใจครั้งนี้ว่าการถอนการผ่อนคลายออกหนึ่งระดับ เพื่อให้ภาวะการเงินและสินเชื่อสอดคล้องกับเป้าหมาย พร้อมระบุว่าภาวะการเงินโดยรวมยังไม่ตึงตัว ตลาดแรงงานใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่ และจะไม่ตัดสินล่วงหน้าเกี่ยวกับการประชุมครั้งถัดไป
ในประเด็นพลังงาน วอร์ชยอมรับว่าเฟดกำหนดราคาสินค้ารายตัวอย่างน้ำมันไม่ได้ แต่จะดูแลไม่ให้การเปลี่ยนแปลงของราคาลุกลามเป็นผลกระทบรอบสองและรอบสามต่อเศรษฐกิจ ส่วนการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเร่งตัวขึ้น เขาอธิบายว่ามาจาก 3 ปัจจัย คือเศรษฐกิจแข็งแกร่ง การแข่งขันแย่งเงินทุน และภูมิรัฐศาสตร์ โดยไม่กล่าวถึงการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งการแข่งขันแย่งเงินทุนมาจากกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่ระดมทุนในตลาด ด้านการเมือง เขาไม่แสดงความเห็นต่อแรงกดดันจากทำเนียบขาว ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยโดยเร็วในวันเดียวกัน
ปฏิกิริยาตลาด
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีเพิ่มขึ้นกว่า +7 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 4.738% ส่วนอายุ 10 ปีกลับขึ้นเหนือระดับ 5% ดาวโจนส์ปิด -1.2% และ S&P 500 -0.4% ด้านทองคำตลาดโลกกลับทิศลงมาที่ระดับ 4,240.1 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (-1.2%) หลังขึ้นไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 4,365.57 ดอลลาร์ ตามดอลลาร์ที่แข็งค่า
ผลกระทบต่อราคาทองคำ
ผลการประชุมรอบนี้เป็นลบต่อทองคำในระยะสั้นถึงกลาง เพราะค่ามัธยฐานดอกเบี้ยสิ้นปี 2026–2027 ถูกยกขึ้นสู่ระดับ 4.1% และการตัดคำอธิบายเรื่องแรงกระแทกด้านอุปทานออกทำให้ตลาดมองว่าเฟดพร้อมเข้มงวดต่อไป ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงและดอลลาร์มีแนวโน้มยืนสูง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ยหรือกระแสเงินสดจึงเพิ่มขึ้น
มุมมองและประเด็นที่ต้องติดตาม
ปัจจัยต้นทางยังเป็นเงินเฟ้อพลังงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผ่านสู่คาดการณ์เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง จึงกดดันทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครอง ในทางกลับกัน หากอุปทานพลังงานคลี่คลาย เช่นรายงานว่าซาอุดีอาระเบียส่งน้ำมันเพิ่มผ่านโอมาน ซึ่งช่วยให้ราคาเบรนต์ย่อลง ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะลดลงและเปิดทางให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นบวกต่อทองคำ ประเด็นที่ต้องติดตามคือการประชุมอีก 2 ครั้งในเดือน ต.ค. และ ธ.ค. ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE และ CPI ราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ยืนเหนือ 5%
อ้างอิง: https://www.federalreserve.gov/monetarypolicy/fomcprojtabl20260916.htm
https://www.federalreserve.gov/monetarypolicy/files/fomcprojtabl20260916.pdf
https://www.federalreserve.gov/monetarypolicy/files/monetary20260916a1.pdf
นอกจากนี้ยังมีบทวิเคราะห์ทองคำทั้ง Gold Spot และ Gold Futures รวมทั้งสินทรัพย์อื่นๆบนตลาด TFEX ที่นักลงทุนสามารถติดตามได้ทุกวันทำการ เช่น SET50 index Futures, Single Stock Futures และ Currency Futuresได้บนเว็บหน้าเว็บบริษัท YLG Futures ของเราให้หัวข้อ “บทวิเคราะห์” URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
และนอกจากนี้ ทองคำยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตลาด TFEX โดยลงทุนผ่าน Gold Futures และ Mini Gold Online Futures โดยมีให้เลือกหลายซี่รี่ นักลงทุนจะใช้เงินน้อยกว่าและสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง หากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุนบนสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)
📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง