อ่านเกม SET50 ผ่านโต๊ะเจรจาทรัมป์–สี
อ่านเกม SET50 ผ่านโต๊ะเจรจาทรัมป์–สี

อ่านเกม SET50 ผ่านโต๊ะเจรจาทรัมป์–สี

สรุปประเด็นสำคัญ

  • การพบกันระหว่าง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ถูกมองว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Sentiment ตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งหลังปี 2026
  • ตลาดให้น้ำหนักกับ “การลดแรงปะทะ” มากกว่าความคาดหวังต่อข้อตกลงขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในประเด็นสงครามการค้า Rare Earth และพลังงาน
  • คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐเกี่ยวกับ IEEPA ทำให้การใช้มาตรการภาษีเชิงรุกของรัฐบาลสหรัฐมีข้อจำกัดมากขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของ Trade War รอบใหม่ลดลงบางส่วน
  • หากความสัมพันธ์สหรัฐ–จีนและสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มมีเสถียรภาพ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจเอเชีย รวมถึงไทย ผ่านภาคส่งออก ราคาพลังงาน และกระแสเงินทุนต่างชาติ
  • SET50 และ SET50 Futures ในตลาด TFEX มีแนวโน้มตอบสนองต่อทั้งทิศทางการค้าโลก ราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท และมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

 

ทรัมป์พบสี: ตลาดกำลังประเมินว่า “ความเสี่ยงโลก” เริ่มลดลงหรือไม่

การพบกันระหว่าง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 ถูกจับตาในฐานะหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกปีนี้ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดการเงินยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งด้านการค้า ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ผันผวน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ

แม้ตลาดไม่ได้คาดหวัง “ข้อตกลงประวัติศาสตร์” ที่สามารถยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่นักลงทุนกำลังประเมินคือ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถลดระดับความตึงเครียดลงได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในประเด็นที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยตรง เช่น ภาษีนำเข้า Rare Earth Semiconductor และ Supply Chain ระดับโลก

Reuters และ AP รายงานว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการเจรจาครั้งนี้ คือการยืดเวลาพักรบทางการค้า รวมถึงลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษีรอบใหม่ ขณะที่จีนอาจเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น

สำหรับตลาดทุน สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียง “จะมีข้อตกลงอะไรเกิดขึ้น” แต่คือ “จะไม่มีแรงกดดันใหม่เพิ่มเติม” เพราะเพียงแค่ลดความเสี่ยงของการปะทะด้านการค้า ก็อาจช่วยให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวได้บางส่วน

 

ศาลสหรัฐเริ่มจำกัดอำนาจด้านภาษี จุดเปลี่ยนสำคัญของ Trade War

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า สงครามการค้ารอบใหม่อาจไม่รุนแรงเท่าช่วงปี 2018–2019 คือข้อจำกัดทางกฎหมายของฝั่งสหรัฐ ศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีนำเข้าได้โดยลำพัง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวทางการใช้มาตรการทางการค้าในอนาคต

ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐมักใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อดำเนินมาตรการภาษีอย่างรวดเร็ว แต่หลังคำวินิจฉัยดังกล่าว ตลาดเริ่มประเมินว่า การใช้มาตรการเชิงรุกอาจมีข้อจำกัดมากขึ้น และต้องเผชิญกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนกว่าเดิม

ในมุมของเศรษฐกิจเอเชีย ประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการส่งออก เพราะหากสหรัฐใช้มาตรการภาษีได้ยากขึ้น ความเสี่ยงที่ต้นทุนการค้าโลกจะกลับมาเร่งตัวก็อาจลดลงตามไปด้วย

สำหรับไทย ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกและการผลิตเพื่อห่วงโซ่อุปทานโลกในระดับสูง ภาคส่วนที่อาจได้รับอานิสงส์จากภาพดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศค่อนข้างมาก หากตลาดมองว่า ความเสี่ยงของ Trade War เริ่มลดลง ก็อาจช่วยให้มุมมองต่อภาคการผลิตในเอเชียมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

 

ราคาน้ำมันและฮอร์มุซ: ปัจจัยสำคัญต่อ SET50 และเศรษฐกิจไทย

อีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือบทบาทของจีนต่อสถานการณ์อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก สหรัฐต้องการให้จีนช่วยลดแรงกดดันในตะวันออกกลาง เนื่องจากจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่จากภูมิภาคดังกล่าว หากสถานการณ์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ตลาดจะมองว่า ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานเริ่มผ่อนคลาย ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลกในระยะถัดไป

สำหรับเศรษฐกิจไทย ทิศทางของราคาพลังงานมีผลค่อนข้างมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ ต้นทุนด้านพลังงานจึงส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจ การบริโภค และกำลังซื้อของประชาชน

หากราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น กลุ่มที่อาจได้รับแรงสนับสนุนเชิงต้นทุน ได้แก่:

  • ขนส่งและโลจิสติกส์
  • ท่องเที่ยวและสายการบิน
  • ค้าปลีก
  • อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง

ในอีกด้านหนึ่ง หุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ยังมีน้ำหนักสูงในดัชนี SET50 ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันยังคงมีผลต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ทุกครั้งที่ตลาดเริ่มมองว่า ความเสี่ยงในตะวันออกกลาง SET50 มักตอบสนองผ่านมุมมองต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ และทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติพร้อมกัน

 

SET50 และ SET50 Futures จะตอบสนองอย่างไร

SET50 เป็นดัชนีที่สะท้อนหุ้นขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง 50 บริษัทในตลาดหุ้นไทย ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมหลัก ทั้งพลังงาน ธนาคาร สื่อสาร ค้าปลีก อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ และขนส่ง โครงสร้างดังกล่าวทำให้ SET50 มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกค่อนข้างสูง โดยเฉพาะปัจจัยด้านการค้า ราคาพลังงาน ค่าเงินบาท และกระแสเงินทุนต่างชาติ

หากผลการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนออกมาในเชิงประนีประนอม ตลาดอาจตีความว่า:

  • ความเสี่ยงของ Trade War เริ่มลดลง
  • Supply Chain โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น
  • ราคาพลังงานมีโอกาสผันผวนน้อยลง
  • เงินทุนต่างชาติอาจกลับมาให้น้ำหนักต่อสินทรัพย์เอเชียมากขึ้น

ปัจจัยเหล่านี้อาจช่วยสนับสนุน Sentiment เชิงบวกของ SET50 โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร พาณิชย์ อุตสาหกรรม และขนส่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศ ในมุมของ SET50 Futures ในตลาด TFEX สินค้าดังกล่าวมักตอบสนองต่อปัจจัยต่างประเทศค่อนข้างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดให้น้ำหนักกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ การค้า และเงินทุนเคลื่อนย้ายมากกว่าปัจจัยภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องติดตามว่า การเจรจาครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่ เพราะแม้บรรยากาศการประชุมอาจช่วยประคอง Sentiment ได้ในระยะสั้น แต่เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญความท้าทายจากดอกเบี้ย เงินเฟ้อ การแข่งขันด้าน AI และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว

สิ่งที่ตลาดจะจับตาหลังการประชุมมากที่สุด คือท่าทีของทั้งสองฝ่ายว่าจะสะท้อน “การแข่งขัน” หรือ “ความร่วมมือ” มากกว่ากัน เพราะนี่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของการค้าโลกและกระแสเงินทุนในช่วงถัดไป

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของค่าเงิน พลังงาน โลหะมีค่า และดัชนีหุ้น แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล YLG Futures ให้บริการครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME พร้อมระบบการซื้อขายและเครื่องมือวิเคราะห์อย่าง TradingView และ MT5 สนใจติดต่อได้ที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999

 

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับภาวะตลาดเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Sources: Reuters / AP / Bloomberg / SET / TFEX / U.S. Supreme Court

 

โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ, ผู้ช่วยนักวิเคราะห์)