Stochastic คืออะไร? ต่างจาก RSI และ Stochastic RSI อย่างไร
Stochastic คืออะไร? ต่างจาก RSI และ Stochastic RSI อย่างไร

สรุปประเด็นสำคัญ

  • Stochastic Oscillator คืออินดิเคเตอร์สาย Momentum ที่ใช้วัดว่า “ราคาปิดล่าสุดอยู่ใกล้จุดสูงสุดหรือจุดต่ำสุด” ของช่วงราคาที่ผ่านมาค่า Stochastic เคลื่อนไหวในกรอบ 0–100 โดยทั่วไปโซนเหนือ 80 มักถูกมองเป็น Overbought และต่ำกว่า 20 มักถูกมองเป็น Oversold
  • RSI ใช้วัด “ความแข็งแรงของแรงซื้อและแรงขาย” จากขนาดและความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคา
  • Stochastic RSI คือการนำค่า RSI ไปคำนวณด้วยแนวคิดแบบ Stochastic อีกชั้นหนึ่ง ทำให้ไวกว่า RSI ปกติ แต่ก็มีโอกาสเกิดสัญญาณหลอกมากกว่า

เครื่องมืออ่านโมเมนตัมที่นักลงทุน TFEX ควรรู้จัก ในการลงทุนจริง นักลงทุนจำนวนมากมักเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ค่าเงิน ราคาน้ำมัน หรือภาวะตลาดโลก เพราะปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจว่า “สินทรัพย์ควรเคลื่อนไหวไปทางไหน” ในภาพใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในตลาดอนุพันธ์อย่าง TFEX การเข้าใจปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะแม้เราจะประเมินทิศทางหลักได้ถูกต้อง แต่หากจับจังหวะผิด ก็อาจเผชิญความผันผวนระยะสั้นได้มากกว่าที่คาด นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนจำนวนมากให้ความสำคัญกับ การวิเคราะห์ทางเทคนิค ควบคู่กับปัจจัยพื้นฐาน การดูกราฟไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ใดใน TFEX เช่น Gold Futures, Gold Online Futures, SET50 Futures, USD Futures หรือ Silver Futures สามารถช่วยให้นักลงทุนเข้าใจจังหวะของตลาดได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคากำลังเร่งตัว พักฐาน หรือเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง

วันนี้เราจะพาทุกท่านมารู้จักกับหนึ่งในเครื่องมือวัดโมเมนตัมที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดการเงินทั่วโลก นั่นคือ Stochastic Oscillator พร้อมทำความเข้าใจว่าเครื่องมือนี้แตกต่างจาก RSI และ Stochastic RSI อย่างไร

 

Stochastic Oscillator คืออะไร?

Stochastic Oscillator หรือที่นักลงทุนมักเรียกสั้น ๆ ว่า Stochastic เป็นอินดิเคเตอร์ประเภท Momentum Oscillator ที่ใช้เปรียบเทียบ “ราคาปิดล่าสุด” กับกรอบราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลาที่กำหนด

อินดิเคเตอร์นี้ถูกพัฒนาโดย George Lane ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 โดยมีแนวคิดสำคัญว่า Momentum มักเปลี่ยนก่อนราคา หรือพูดง่าย ๆ คือ ก่อนที่ราคาจะกลับตัวจริง แรงส่งของราคามักเริ่มเปลี่ยนแปลงให้เห็นก่อน

Stochastic จึงไม่ได้มองแค่ว่าราคาขึ้นหรือลงไปกี่จุด แต่พยายามตอบคำถามว่า “ราคาปิดล่าสุดอยู่ตรงไหน เมื่อเทียบกับกรอบราคาของช่วงที่ผ่านมา” หากราคาปิดอยู่ใกล้จุดสูงสุดของรอบ แปลว่าแรงซื้อยังค่อนข้างแข็งแรง แต่หากราคาปิดเริ่มถอยลงมาใกล้จุดต่ำสุดของรอบ ก็อาจสะท้อนว่าแรงขายเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น

สำหรับนักลงทุนในตลาด TFEX แนวคิดนี้มีความสำคัญมาก เพราะสินค้าหลายประเภทในตลาดอนุพันธ์มักเคลื่อนไหวรวดเร็ว การรู้ว่าราคาปิดอยู่ใกล้กรอบบนหรือกรอบล่างของรอบราคา จึงช่วยให้เห็นภาพของแรงซื้อแรงขายระยะสั้นได้ชัดขึ้น

 

สูตรของ Stochastic และความหมายของ %K กับ %D

Stochastic มีเส้นสำคัญ 2 เส้น คือ %K และ %D

เส้น %K คือเส้นหลักที่ใช้วัดตำแหน่งของราคาปิดล่าสุดเมื่อเทียบกับช่วง High–Low ของรอบที่กำหนด ส่วนเส้น %D คือค่าเฉลี่ยของ %K ซึ่งช่วยทำให้สัญญาณนิ่งขึ้นและลดความผันผวนระยะสั้น

สูตรพื้นฐานของ %K คือ

%K = [(ราคาปิดล่าสุด - ราคาต่ำสุดในรอบ) / (ราคาสูงสุดในรอบ - ราคาต่ำสุดในรอบ)] × 100

ส่วน %D มักคำนวณจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของ %K เช่น ค่าเฉลี่ย 3 วัน หรือ 3 แท่งราคา ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของผู้ใช้งานและแพลตฟอร์มกราฟ

ค่าของ Stochastic จะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 โดยหากค่าเข้าใกล้ 100 หมายความว่าราคาปิดอยู่ใกล้กรอบบนของช่วงราคา แต่หากค่าเข้าใกล้ 0 หมายความว่าราคาปิดอยู่ใกล้กรอบล่างของช่วงราคา

โดยทั่วไป นักลงทุนมักใช้ระดับ 80 เป็นเขต Overbought และระดับ 20 เป็นเขต Oversold อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Overbought ไม่ได้แปลว่าราคาต้องลงทันที และ Oversold ไม่ได้แปลว่าราคาต้องขึ้นทันที เพราะในตลาดที่มีแนวโน้มแข็งแรง อินดิเคเตอร์สามารถค้างอยู่ในโซน Overbought หรือ Oversold ได้นานกว่าที่หลายคนคาด

นี่คือจุดที่นักลงทุนมือใหม่มักเข้าใจผิด เพราะเห็น Stochastic อยู่เหนือ 80 แล้วรีบสรุปว่าตลาดต้องกลับตัวลงทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง ตลาดขาขึ้นที่แข็งแรงสามารถทำให้ Stochastic อยู่เหนือ 80 ต่อเนื่องได้ ขณะที่ราคายังปรับขึ้นต่อไป

 

Stochastic ใช้งานอย่างไรให้เข้าใจง่าย

การอ่าน Stochastic โดยพื้นฐานมักดูจาก 3 เรื่อง คือ โซน Overbought/Oversold, การตัดกันของเส้น %K และ %D และการเกิด Divergence ระหว่างราคาและอินดิเคเตอร์



เมื่อ %K ตัดขึ้นเหนือ %D นักลงทุนบางส่วนอาจมองว่าแรงซื้อระยะสั้นเริ่มกลับมา แต่หาก %K ตัดลงต่ำกว่า %D ก็อาจสะท้อนว่าแรงขายระยะสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดกันของเส้น Stochastic เพียงอย่างเดียวไม่ควรถูกใช้เป็นสัญญาณซื้อขายโดยลำพัง เพราะในตลาด Sideway หรือผันผวนสูง สัญญาณตัดขึ้นตัดลงสามารถเกิดขึ้นถี่มากจนกลายเป็นสัญญาณหลอกได้ง่าย

อีกสัญญาณที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคให้ความสำคัญคือ Divergence เช่น ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ Stochastic กลับทำจุดสูงสุดต่ำลง ภาพนี้อาจสะท้อนว่าแม้ราคายังขึ้นต่อ แต่แรงส่งเริ่มอ่อนลง ในทางกลับกัน หากราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ แต่ Stochastic ไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ตาม อาจสะท้อนว่าแรงขายเริ่มอ่อนกำลังลง

อย่างไรก็ตาม Divergence ก็ไม่ใช่เครื่องมือทำนายอนาคตแบบสมบูรณ์ เพราะราคาสามารถเคลื่อนไหวสวนสัญญาณได้นานกว่าที่คาด โดยเฉพาะในตลาดที่มีข่าวใหญ่ ดอกเบี้ย ค่าเงิน หรือปัจจัยมหภาคเข้ามากระทบ

 

RSI คืออะไร? ทำไมจึงถูกนำมาเปรียบเทียบกับ Stochastic

ก่อนจะเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Stochastic RSI กับ RSI จำเป็นต้องเข้าใจ RSI ก่อน

RSI หรือ Relative Strength Index เป็นอินดิเคเตอร์ประเภท Momentum Oscillator ที่พัฒนาโดย J. Welles Wilder Jr. ใช้วัดความเร็วและขนาดของการเปลี่ยนแปลงราคา เพื่อประเมินว่าแรงซื้อหรือแรงขายฝ่ายใดมีน้ำหนักที่แข็งแกร่งมากกว่าในช่วงเวลาหนึ่ง โดยค่า RSI จะเคลื่อนไหวในกรอบ 0–100 เช่นกัน

สูตรหลักของ RSI คือ

RSI = 100 - [100 / (1 + RS)]

โดย RS คืออัตราส่วนระหว่างค่าเฉลี่ยของวันที่ราคาปรับขึ้นกับค่าเฉลี่ยของวันที่ราคาปรับลงในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งค่ามาตรฐานที่ใช้กันมากคือ 14 Period

โดยทั่วไป RSI เหนือ 70 มักถูกมองเป็น Overbought และ RSI ต่ำกว่า 30 มักถูกมองเป็น Oversold แต่เช่นเดียวกับ Stochastic ระดับเหล่านี้ไม่ใช่คำสั่งซื้อขายอัตโนมัติ เพราะในตลาดที่เป็นขาขึ้นแรง RSI สามารถยืนเหนือ 70 ได้นาน ส่วนในตลาดขาลงแรง RSI ก็สามารถอยู่ต่ำกว่า 30 ได้ต่อเนื่องเช่นกัน

ความต่างสำคัญคือ RSI เน้นวัด “แรง” ของราคา ว่าช่วงที่ผ่านมาราคาขึ้นแรงกว่าลง หรือราคาลงแรงกว่าขึ้น ขณะที่ Stochastic เน้นวัดว่า “ราคาปิดอยู่ตรงไหนในกรอบ High–Low”

 

RSI กับ Stochastic ต่างกันอย่างไร?

แม้ RSI และ Stochastic จะเป็นอินดิเคเตอร์ประเภท Momentum เหมือนกัน แต่แกนคิดของทั้งสองตัวต่างกันค่อนข้างชัดเจน

RSI มองตลาดผ่านแรงซื้อและแรงขาย โดยพิจารณาว่าราคาปรับขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหนในช่วงเวลาที่ผ่านมา หากราคาขึ้นแรงและต่อเนื่อง RSI จะสูงขึ้น หากราคาลงแรง RSI จะลดลง

ส่วน Stochastic มองตลาดผ่านตำแหน่งของราคาปิด เมื่อเทียบกับกรอบราคาสูงสุดและต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่ง หากราคาปิดอยู่ใกล้ High ของรอบ Stochastic จะสูง หากราคาปิดอยู่ใกล้ Low ของรอบ Stochastic จะต่ำ

กล่าวให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ RSI ตอบคำถามว่า “แรงซื้อแรงขายแข็งแรงแค่ไหน” ส่วน Stochastic ตอบคำถามว่า “ราคาปิดอยู่ตรงไหนของกรอบราคา”

ในเชิงการใช้งาน RSI มักนิ่งกว่าและเหมาะกับการดูภาพ Momentum ที่กว้างกว่า ขณะที่ Stochastic มักไวกว่าและเหมาะกับการจับจังหวะระยะสั้นมากกว่า แต่ความไวที่มากขึ้นก็แลกมากับโอกาสเกิดสัญญาณหลอกที่มากขึ้นเช่นกัน

 

Stochastic RSI คืออะไร? ทำไมถึงไวกว่า RSI ปกติ

Stochastic RSI หรือ StochRSI คืออินดิเคเตอร์ที่ถูกพัฒนาโดย Tushar Chande และ Stanley Kroll ในปี 1994 โดยแนวคิดคือการนำค่า RSI ไปคำนวณด้วยสูตรแบบ Stochastic อีกชั้นหนึ่ง เพื่อดูว่า RSI ปัจจุบันอยู่ใกล้ค่าสูงสุดหรือต่ำสุดของ RSI ในช่วงเวลาที่กำหนดมากแค่ไหน

พูดให้ง่ายที่สุดคือ Stochastic แบบปกติใช้ “ราคา” เป็นฐานคำนวณ แต่ Stochastic RSI ใช้ “ค่า RSI” เป็นฐานคำนวณ

สูตรโดยแนวคิดของ Stochastic RSI คือ

StochRSI = (RSI ปัจจุบัน - RSI ต่ำสุดในรอบ) / (RSI สูงสุดในรอบ - RSI ต่ำสุดในรอบ)

ค่าของ Stochastic RSI มักแสดงในกรอบ 0–1 หรือบางแพลตฟอร์มปรับให้เป็น 0–100 โดยถ้าใช้กรอบ 0–1 ระดับเหนือ 0.8 มักถูกมองเป็น Overbought และต่ำกว่า 0.2 มักถูกมองเป็น Oversold

เพราะ Stochastic RSI เป็นการนำอินดิเคเตอร์ RSI ไปทำให้ไวขึ้นอีกชั้นหนึ่ง จึงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาเร็วกว่า RSI ปกติ แต่ข้อเสียคือ มีโอกาสเกิดสัญญาณหลอกมากกว่า โดยเฉพาะในตลาดที่แกว่งตัวแรงหรือไม่มีแนวโน้มชัดเจน

 

ความแตกต่างระหว่าง RSI และ Stochastic RSI

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง RSI และ Stochastic RSI คือ “ระดับความไว”

RSI ปกติจะตอบสนองต่อแรงซื้อแรงขายโดยตรงจากข้อมูลราคา จึงมีลักษณะค่อนข้างนิ่งกว่า เหมาะกับการดูโมเมนตัมหลักของตลาด เช่น ตลาดกำลังแข็งแรงขึ้นหรืออ่อนแรงลง

ส่วน Stochastic RSI เป็นการนำ RSI ไปคำนวณซ้ำในรูปแบบ Stochastic ทำให้สัญญาณเคลื่อนไหวเร็วขึ้น เหมาะกับการจับจังหวะสั้น เช่น การดูว่าหลังจาก RSI เริ่มฟื้นตัวแล้ว โมเมนตัมระยะสั้นเริ่มเร่งขึ้นหรือยัง

หากอธิบายแบบภาพจำง่าย ๆ

RSI คือการวัด “แรงของราคา”

Stochastic RSI คือการวัด “ความเร็วในการเปลี่ยนตำแหน่งของ RSI”

ดังนั้น Stochastic RSI จึงมักให้สัญญาณเร็วกว่า RSI แต่ความเร็วนี้ไม่ควรถูกตีความว่า “แม่นยำกว่า” เพราะอินดิเคเตอร์ที่ไวมากขึ้นมักมาพร้อมความผันผวนของสัญญาณที่มากขึ้น

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ จุดที่ควรระวังคือ การเห็น Stochastic RSI เข้าเขต Oversold แล้วรีบสรุปว่าราคาต้องเด้งขึ้น หรือเห็นเข้าเขต Overbought แล้วรีบสรุปว่าราคาต้องลงทันที เพราะในตลาดจริง ราคาสามารถเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางเดิมได้อีกนาน หากแนวโน้มหลักยังแข็งแรง

 

ควรใช้ RSI, Stochastic หรือ Stochastic RSI ในสถานการณ์ไหน?

หากต้องการดูภาพรวมว่าโมเมนตัมของสินทรัพย์ยังแข็งแรงหรือไม่ RSI มักเหมาะกว่า เพราะให้สัญญาณที่นิ่งกว่า และช่วยให้เห็นว่าราคายังมีแรงซื้อหรือแรงขายสนับสนุนอยู่มากน้อยเพียงใด

หากต้องการดูว่าราคาปิดล่าสุดอยู่ใกล้กรอบบนหรือกรอบล่างของช่วงราคามากแค่ไหน Stochastic จะช่วยตอบโจทย์ได้ดี โดยเฉพาะในตลาดที่มีการแกว่งตัวเป็นรอบ

แต่หากต้องการจับจังหวะสั้นมากขึ้น เช่น ต้องการดูว่าค่า RSI เริ่มเร่งตัวจากโซนต่ำขึ้นมาหรือไม่ Stochastic RSI จะให้สัญญาณไวกว่า แต่ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น เช่น แนวรับแนวต้าน เส้นค่าเฉลี่ย ปริมาณการซื้อขาย หรือโครงสร้างแนวโน้ม เพื่อช่วยลดโอกาสผิดพลาด

ประเด็นสำคัญคือ ไม่มีอินดิเคเตอร์ใดดีที่สุดในทุกสภาวะตลาด เพราะตลาดที่เป็น Trend, Sideway, ผันผวนสูง หรือเคลื่อนไหวตามข่าวเศรษฐกิจ ล้วนต้องใช้วิธีอ่านที่ต่างกัน

 

ข้อควรระวังในการใช้อินดิเคเตอร์ Momentum

อินดิเคเตอร์อย่าง RSI, Stochastic และ Stochastic RSI เป็นเครื่องมือช่วยอ่านพฤติกรรมราคา แต่ไม่ใช่เครื่องมือทำนายอนาคตแบบสมบูรณ์

หลายครั้งที่อินดิเคเตอร์ให้สัญญาณ Overbought แต่ราคายังขึ้นต่อ เพราะตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง หรือบางครั้งอินดิเคเตอร์ให้สัญญาณ Oversold แต่ราคายังลงต่อ เพราะแรงขายในตลาดยังไม่หมด

ดังนั้น การใช้เครื่องมือเหล่านี้ควรดูร่วมกับบริบทอื่น เช่น แนวโน้มหลักของราคา กรอบเวลาในการเทรด ปริมาณการซื้อขาย ข่าวเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย ค่าเงิน และภาวะตลาดโดยรวม

อินดิเคเตอร์ที่ดีไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อน แต่อยู่ที่ผู้ใช้งานเข้าใจข้อจำกัดของมันมากแค่ไหน

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของค่าเงิน พลังงาน โลหะมีค่า และตลาดอนุพันธ์ แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล

นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็นทองคำ น้ำมัน ค่าเงิน ดัชนีหุ้น หรือสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5

สนใจติดต่อได้เลยที่:
Line @ylgfutures (TFEX)
Line @ylgglobalmarket (
ตลาดต่างประเทศ)
โทร 02-687-9999

ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและโครงสร้างตลาดการเงินเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขายหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือสินทรัพย์ทางการเงินใด ๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Sources: Investopedia / StockCharts / Technical Analysis Literature / TFEX / CME

โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ, ผู้ช่วยนักวิเคราะห์)