“ไทยช่วยไทยพลัส” จะพลัส SET50 ได้ขนาดไหน?
“ไทยช่วยไทยพลัส” จะพลัส SET50 ได้ขนาดไหน?

บทความ: “ไทยช่วยไทยพลัส” จะพลัส SET50 ได้ขนาดไหน?

          ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการบริโภคในประเทศที่อ่อนแรง หนี้ครัวเรือนสูง และต้นทุนพลังงานที่ผันผวนจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายฐานราก “ไทยช่วยไทยพลัส” ในรูปแบบรัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% (60/40) ซึ่งได้รับการตอบรับเกินคาด โดยมีประชาชนลงทะเบียนถึง 26.04 ล้านราย และในช่วง 3 วันแรก (1–3 มิ.ย.) เกิดยอดใช้จ่ายสะสมแล้วกว่า 7,316 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐร่วมจ่าย 4,253 ล้านบาท และเงินประชาชน 3,063 ล้านบาท จากผู้ใช้สิทธิ 17.82 ล้านคน และร้านค้าที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 9.54 แสนร้านค้า คำถามที่นักลงทุนควรตั้งคือ เม็ดเงินก้อนนี้จะไหลเข้าสู่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมากน้อยเพียงใด และดัชนี SET50 จะได้ Upside จากเรื่องนี้จริงหรือไม่

          หัวใจสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อน คือเงื่อนไขของโครงการกำหนดให้เฉพาะร้านค้ารายย่อยเท่านั้นที่เข้าร่วมได้ โดยร้านค้า Modern Trade ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ นั่นหมายความว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ไหลลงสู่ผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์ ร้านโชห่วย หาบเร่แผงลอย และธุรกิจชุมชน ซึ่งโดยโครงสร้างแล้วแทบไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับงบการเงินของบริษัทใน SET50 การคาดหวังว่ายอดใช้จ่ายหลักพันล้านบาทจะแปลงเป็นรายได้ของหุ้นขนาดใหญ่แบบหนึ่งต่อหนึ่งจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางอ้อมยังคงมีอยู่ผ่านกลไกเศรษฐกิจ กล่าวคือ เมื่อร้านค้ารายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้น ย่อมต้องเติมสต๊อกสินค้าจากผู้ผลิตและผู้กระจายสินค้ารายใหญ่ ซึ่งหลายรายเป็นบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Staples) อาหารและเครื่องดื่ม ดังนั้นบริษัทขนาดใหญ่จึงได้ประโยชน์ในฐานะ “ต้นน้ำ” ของห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการเป็นผู้รับเงินโดยตรง

แล้วหุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์?

          กลุ่มที่น่าจะได้รับอานิสงส์ชัดเจนที่สุดคือ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร เนื่องจากสินค้าจำเป็นเหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนเลือกซื้อเมื่อมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากการที่รัฐช่วยจ่าย 60% เม็ดเงินจะวิ่งผ่านร้านค้าปลีกย่อยกลับไปยังโรงงานผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายระดับประเทศ นอกจากนี้ การที่โครงการครอบคลุมถึงค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์ บขส. รถไฟฟ้า MRT และ BTS รวมถึงเรือโดยสาร โดยรัฐสนับสนุน 60% ก็อาจช่วยพยุงปริมาณผู้โดยสารของผู้ประกอบการขนส่งมวลชนได้บ้างในเชิงปริมาณ แม้รายได้ต่อเที่ยวจะยังถูกกำหนดด้วยโครงสร้างค่าโดยสารเดิม

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ได้ประโยชน์ทางอ้อมในเชิงโครงสร้างระยะยาว จากการที่ภาครัฐผลักดันฟีเจอร์ AI “นกกระซิบ” บนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อช่วยร้านค้ารายย่อยวิเคราะห์ยอดขายและต้นทุน และนำข้อมูลไปประกอบการขอสินเชื่อในระบบ ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารเข้าถึงฐานลูกค้า SME รายย่อยที่เคยอยู่นอกระบบ แต่ผลบวกนี้เป็นเรื่องระยะยาวและยังไม่สะท้อนเป็นรายได้ที่จับต้องได้ในงบไตรมาสปัจจุบัน

ในทางกลับกัน กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade) ซึ่งปกติเป็นกลุ่มที่ตลาดมักคาดหวังว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคมากที่สุด กลับถูกกันออกจากโครงการโดยเงื่อนไข ทำให้ “ธีมการเล่นหุ้นค้าปลีกตามมาตรการรัฐ” ที่เคยใช้ได้กับโครงการคนละครึ่งในอดีต อาจไม่ทำงานเหมือนเดิมในรอบนี้ นักลงทุนที่คาดหวังผลบวกตรงต่อหุ้นค้าปลีกขนาดใหญ่จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโครงการ “ลดค่าครองชีพ” ไม่ใช่ “กระตุ้นเศรษฐกิจ”

          ประเด็นที่นักลงทุนมักมองข้าม คือคำชี้แจงจากฝ่ายนโยบายเองที่ระบุชัดว่า เป้าหมายหลักของโครงการคือการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากภาวะของแพงและผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง มากกว่าการเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะหากเป้าหมายคือการ “ประคอง” กำลังซื้อให้ไม่ทรุดลงไปมากกว่าเดิม ผลที่ได้จึงเป็นการ “พยุง” ยอดขายในกลุ่มสินค้าจำเป็น มากกว่าการสร้างการเติบโตของยอดขายใหม่ส่วนเพิ่ม (incremental growth) ที่จะผลักดันกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้ก้าวกระโดด ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนหนึ่งของการใช้จ่ายในโครงการมีแนวโน้มเป็นเพียงการ “ทดแทน” การบริโภคที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว (substitution effect) กล่าวคือ ประชาชนนำสิทธิไปซื้อของกินของใช้ที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้วในชีวิตประจำวัน มากกว่าจะเป็นการบริโภคใหม่ที่เพิ่มขึ้นสุทธิทั้งระบบ ทำให้ผลต่อ GDP และต่อรายได้รวมของภาคธุรกิจอาจน้อยกว่าตัวเลขยอดใช้จ่ายที่ปรากฏเป็นข่าว

แล้ว SET50 จะมี Upside จากเรื่องนี้มากแค่ไหน?

          ลองประเมินด้วยตัวเลขจริงแบบอนุรักษ์นิยม สมมติงบประมาณโครงการในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายอยู่ในระดับหลักหมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับส่วนที่ประชาชนสมทบ ขนาดเม็ดเงินหมุนเวียนรวมทั้งโครงการก็ยังอยู่ในระดับที่เล็กมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดรวม (market capitalization) ของหุ้นใน SET50 ที่อยู่ในระดับหลายล้านล้านบาท และที่สำคัญ เม็ดเงินส่วนใหญ่ไม่ได้ไหลเข้าบริษัทใน SET50 โดยตรงตามที่ได้อธิบายไปข้างต้น ดังนั้นในเชิงปริมาณ ผลกระทบต่อกำไรรวมของ SET50 จึงมีนัยสำคัญน้อยมาก

หลักการสำคัญที่ต้องย้ำเสมอ คือราคาตลาดมักสะท้อนปัจจัยล่วงหน้าไปแล้ว (price in) โครงการลักษณะนี้เป็นมาตรการที่ตลาดคาดการณ์ได้และมีบทเรียนจากโครงการคนละครึ่งในอดีต นักลงทุนสถาบันจึงรับรู้และประเมินผลกระทบไว้ในราคาหุ้นแล้วเป็นส่วนใหญ่ ข่าวยอดใช้จ่ายรายวันที่ทยอยออกมาแม้จะดูคึกคัก แต่ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ที่จะเปลี่ยนสมการกำไรของบริษัทขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญพอที่จะผลักดันดัชนีให้ปรับขึ้นแรง

เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างผลบวกที่จำกัดและเป็นทางอ้อม กับปัจจัยลบเชิงมหภาคที่ยังกดดันอยู่ ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำ หนี้เสีย NPL ที่ยังสูง และความเสี่ยงต้นทุนพลังงาน ประเมินได้ว่า Upside ของ SET50 จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสโดยลำพังนั้น “มีอยู่จริงแต่จำกัด” และน่าจะอยู่ในระดับที่ช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุนระยะสั้นมากกว่าการเป็นปัจจัยขับเคลื่อนขาขึ้นรอบใหม่ ในเชิงปฏิบัติ โครงการนี้จึงทำหน้าที่ประคอง ช่วยลดโอกาสที่ดัชนีจะปรับลงแรงจากความกังวลเรื่องการบริโภคมากกว่าจะเป็น “ตัวเร่ง” (catalyst) ที่สร้าง Upside อย่างมีนัยสำคัญ

Side Effect

          ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาจากเรื่องนี้คือ การเมืองและความยั่งยืนทางการคลัง แหล่งเงินของโครงการมาจาก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งกำลังเผชิญแรงตรวจสอบทางการเมือง โดยฝ่ายค้านเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบ และมีประเด็นที่ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ แม้รัฐบาลยืนยันความโปร่งใสและพร้อมให้ตรวจสอบ แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงมหภาคที่อาจกดดันบรรยากาศการลงทุนโดยรวม และเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักควบคู่ไปกับผลบวกระยะสั้นของโครงการ

มุมมองสำหรับนักลงทุน

          สรุปได้ว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นมาตรการที่ดีต่อเศรษฐกิจฐานรากและช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน แต่ในมุมของตลาดทุน ผลต่อผลประกอบการบริษัทใน SET50 เป็นเพียงทางอ้อมและจำกัด โดยกลุ่มที่อาจได้ประโยชน์เชิงปริมาณคือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค-อาหารในฐานะต้นน้ำของห่วงโซ่ ขณะที่กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่กลับถูกกันออกจากโครงการ นักลงทุนจึงไม่ควรใช้ข่าวยอดใช้จ่ายรายวันเป็นเหตุผลหลักในการเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ เพราะปัจจัยเหล่านี้ได้สะท้อนในราคาไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ในภาวะที่ตลาดยังขาดปัจจัยขับเคลื่อนขาขึ้นที่ชัดเจน และมีความเสี่ยงเชิงมหภาคและการเมืองคอยกดดัน นักลงทุนที่ต้องการบริหารความเสี่ยงสามารถใช้เครื่องมือในตลาด TFEX ที่ทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง และใช้ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ของพอร์ตได้ โดยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมคือ SET50 Index Futures ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถติดตามบทวิเคราะห์ดัชนี SET50 Futures รายวันได้จากฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนของบริษัทฯ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้าน หากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุน สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999

 

โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)

📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง