สถานการณ์ดัชนี SET50 หลังสหรัฐฯประกาศตัวเลข Non-farm Payrolls
บทความ: สถานการณ์ดัชนี SET50 หลังสหรัฐฯประกาศตัวเลข Non-farm Payrolls
Recap
ก่อนหน้านี้หุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง มีแรงไล่ซื้อเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม Semi-conductor เช่น DELTA, HANA, CCET, KCE จนกระทั่งดันดัชนี SET ได้ถึง 1600 จุด และ SET50 ขึ้นไปแตะถึง 1030 จุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
1600 จุดนั้นแพงเกินไปหรือไม่?
ถ้าไปดู P/E ในอดีต จะพบว่าค่า Mean ของ SET จะอยู่ที่ 16 เท่า และถ้าไปดู Consensus จะพบว่า EPS คาดการณ์ในปี 2026 จะอยู่บริเวณ 95-97 บาท ดังนั้น P/E ที่เป็นค่ากลางๆ ณ สิ้นปีควรจะอยู่ที่บริเวณ 1520 - 1552 จุด จึงกล่าวได้ว่า ดัชนี 1600 จุดในสัปดาห์ก่อนถือว่าเป็นกรอบบนที่ Valuation มันตึงตัวมากแล้ว ดังนั้นตลาดอาจจะเห็นการปรับฐานของ SET ที่เป็น Mean reversion ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่านักลงทุนต่างชาติมีการขายสุทธิ 1,357.06 ล้านบาทในวันศุกร์ที่ผ่านมาทำให้ดัชนีก็ย่อเหลือ 1,582 จุด
Rotation Effect ของตลาดหุ้น US มีผลต่อตลาดหุ้นไทย
ถ้าดูตลาดหุ้นไทย SET หรือ SET50 ที่พุ่งสูงขึ้นนั้นมาจากกระแส Theme AI, ชิพ, Semi-conductor และเทคโนโลยีต่างๆ กล่าวคือจะล้อตามกระแสแรงซื้อหุ้น Tech ของฝั่งตลาด US แต่จุดเปลี่ยนมาถึงตอนที่หุ้น AVGO หรือบริษัท Broadcom ประกาศผลประกอบการออกมาต่ำกว่าคาด จึงทำให้เกิดการ Rotation จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่หุ้นพื้นฐาน Value Play โดยดูได้จากวันพฤหัสที่ Nasdaq 100 ปิดลบแต่ Dow Jones ปิดบวก จึงทำให้หุ้นที่ลากตลาดหุ้นไทยอย่างกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ถูกเทขายและลากให้ทั้งตลาดย่อตัวลง
ตัวเลข US Non-farm Payrolls ซ้ำระลอกที่สาม
ที่ซ้ำเติมตลาดหุ้นไทยให้ร่วงลงในวันจันทร์อีกครั้งคือเมื่อคืนวันศุกร์ ทางสหรัฐฯประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรออกมาสูงกว่าคาดมาก ทำให้นักลงทุนทั่วโลกกังวลว่า Fed จะนำเหตุนี้มาเป็นเหตุผลในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยฯปลายปีนี้ อาจจะทำให้ต้นทุนกิจการต่างๆสูงขึ้นและเบรกความร้อนแรงของตลาดทุนในที่สุด จึงเกิดการเทขายในตลาดหุ้น US ทั้งตลาด ทำให้ตลาดหุ้นไทยเปิดมาวันจันทร์ก็ลงมาตามหุ้น US เช่นกัน
ความขัดแย้งทางตะวันออกกลาง
ทางด้านความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่ลามไปถึงประเทศอื่นๆในตะวันออกกลางก็ยังไม่มีทีท่าจะยุติได้โดยง่าย แม้จะมีข้อตกลงหยุดปะทะ แต่ก็ยังมีการละเลยและโจมตีตอบโต้กันไปมา ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ตลาดทุนไทยจะรับมืออย่างไร?
ปัจจัยทั้งหมดนี้อาจจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยน Momentum เป็นขาลงจากที่เคยแตะ 1600 จุดไปหาค่า mean หรือราคาพื้นฐาน โดยถ้าเกิดการเปลี่ยน Momentum จริง กลุ่มที่จะถูกขายก่อนจะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI เทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตาม Rotation effect ของตลาด US และหุ้นที่มีปัจจัยกดดันต่อมาจะเป็นกลุ่ม Global play ที่มีความสัมพันธ์กับสถานการณ์เงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์ต่างประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่กลุ่มที่จะมีผลกระทบจำกัดคือกลุ่ม Domestic และ Defensive play เช่น กลุ่มค้าปลีก, Healthcare, ท่องเที่ยว, โครงสร้างพื้นฐาน Data center, นิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มก่อสร้างโครงการภาครัฐ
- ยังคง Laggard ตลาดที่รอการฟื้นตัวในภาคเศรษฐกิจภายในประเทศโดยเฉพาะการท่องเที่ยว ดังเหตุผลดังนี้
- ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศน้อยกว่ากลุ่มอื่น เพราะแม้ว่าทั่วโลกกังวลว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยฯปลายปีเพราะเงินเฟ้อ แต่ทางด้านไทยคงไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามในช่วงปีนี้เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางและหนี้สินที่ยังสูง การจะขึ้นดอกเบี้ยอาจจะทำได้ลำบากเพราะจะเป็นการซ้ำเติมภาคเอกชนและอาจไปหยุดยั้งกระแสการลงทุนที่โตใน Q1
- Fund Flow การลงทุนอาจจะย้ายจากกลุ่ม Tech หรือ Rotation ตามกระแสโลกมายังกลุ่ม Domestic เพราะในระยะหลังมานี้ SET และ SET50 จะ Rotate ตามตลาดหุ้น US
- ภาครัฐสนับสนุนการลงทุน Tech Infrastructure หรือ โครงสร้างพื้นฐาน Data center ภายในประเทศ โดยภาครัฐให้การสนับสนุนทางนโยบายและชวนบริษัทต่างชาติให้มาลงทุนที่ไทย
- โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพที่มาจากภาครัฐจะช่วยเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ
- กลุ่มก่อสร้างที่ยังมี Backlog อยู่พอสมควร
- หุ้นกลุ่มธนาคาร การเงิน หรือโรงพยาบาลที่เป็นหุ้นหลบความผันผวนช่วงตลาดขาลงนั้น ผลประกอบการออกมาค่อนข้างดีในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าการหลบไปลงทุนหุ้น Domestic หรือ Defensive จะสามารถพ้นจากการปรับลดหรือขาดทุนเสมอไป เพราะความเสี่ยงนั้นมีทั้งความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Symmetric Risk) และความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsymmetric Risk) ดัชนีที่ผันผวนไปถึง 1600 จุด และเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย หรือ Mean reversion เป็นความเสี่ยงรวมที่เมื่อหุ้นพุ่งไป 1600 จุดก็ขึ้นเกือบทุกกลุ่ม ดังนั้นถ้าจะปรับกลับมาหาค่า Mean ก็คาดว่าจะปรับลดมาเกือบทุกกลุ่มเช่นกัน แต่ผลกระทบแต่ละกลุ่มนั้นอาจจะไม่เท่ากัน ดังนั้นนักลงทุนควรเลือกลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ทั้งนี้นักลงทุนอาจจะเลือกวิธีการ Hedging ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยง เช่น ถ้ากังวลว่าหุ้นที่นักลงทุนถือจะปรับตัวลดลง ก็ให้ไปเปิดสัญญา Short Future ในปริมาณที่ครอบคลุมความเสี่ยง สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับวิธีการ Hedging ได้ที่ https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/tfex-articles/13617/
อีกทั้งนักลงทุนยังสามารถเข้าไปลงทุนหุ้นรายตัวตามกลุ่ม Domestic หรือ Defensive ด้วย Single stock futures ทั้งนี้นักลงทุนสามารถติดตามบทความหุ้นรายตัวของทาง YLG เราได้ที่: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
และหากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุนบนสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)