เงินบาทอ่อนรอบเกือบ 14 เดือน แตะ 33.57 : ถอดปัจจัยขับเคลื่อนค่าเงิน เมื่อตะวันออกกลางปะทุอีกครั้ง
สรุปประเด็นสำคัญ
- เงินบาทเปิดตลาดวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ที่ระดับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่าไปแตะ 33.57 (อ้างอิงตัวเลขจาก Aspen) ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าในรอบเกือบ 14 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025
- ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และกดดันสกุลเงินในภูมิภาค
- การอ่อนค่าของเงินบาทเป็นผลจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้ง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ระหว่างเฟดกับ กนง. ดุลการค้า ที่ได้รับผลจากราคาพลังงาน และ การเคลื่อนย้ายเงินทุน ในภาวะที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
- ด้านปัจจัยในประเทศ ล่าสุดวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่งผลให้กฎหมายยังมีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งช่วยคลายความไม่แน่นอนด้านการคลังและการเมืองลง
- ในภาพเศรษฐกิจโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ที่ 3.0% ชะลอลงจาก 3.5% ในปีก่อน ขณะที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเป็น 4.9%
ค่าเงินบาทกลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดอีกครั้ง หลังอ่อนค่าในรอบเกือบ 14 เดือน ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียด การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าค่าเงินของประเทศหนึ่ง ๆ มิได้ถูกกำหนดด้วยปัจจัยภายในเพียงอย่างเดียว หากยังผูกโยงกับกระแสเงินทุนโลก ทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก และความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปพร้อมกัน
ด้วยเหตุนี้ การจะเข้าใจว่าเหตุใดเงินบาทจึงเคลื่อนไหวเช่นนี้ จึงต้องเริ่มจากการดูว่าเกิดอะไรขึ้นในตลาดก่อน แล้วจึงไล่เรียงทีละปัจจัยว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้เห็นภาพรวมและรู้ว่าควรติดตามอะไรต่อไป
เกิดอะไรขึ้น : เมื่อความตึงเครียดกลับมาหนุนดอลลาร์
จุดเริ่มต้นของแรงกดดันรอบนี้มาจากถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่านได้สิ้นสุดลงแล้ว โดย กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ยืนยันว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีอิหร่านเป็นวันที่สองติดต่อกันในวันพุธ เพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ด้านอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและบันทึกความเข้าใจที่เพิ่งลงนามกัน พร้อมส่งสัญญาณว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซหากถูกโจมตีอีก
ความตึงเครียดที่กลับมาปะทุนี้ส่งผลต่อตลาดทันทีในสองทาง ทางแรกคือ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดพุ่งขึ้นกว่า 4% จากความกังวลว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจหยุดชะงัก และทางที่สองคือ ดัชนีดอลลาร์ (USD Index) แข็งค่าต่อเนื่องจากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เพราะในภาวะที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง เงินทุนมักไหลเข้าหาดอลลาร์ ผลที่ตามมาคือ สกุลเงินในกลุ่มตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลงพร้อมกัน ทั้งเงินบาทและสกุลเงินอื่นในเอเชีย
ที่น่าสนใจคือ เพียงต้นสัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาทเคยแข็งค่าขึ้นมาบริเวณ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ จากท่าทีที่ตลาดตีความว่าประธานเฟดผ่อนคลายลง และตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ แต่สถานการณ์ตะวันออกกลางที่พลิกกลับมาตึงเครียดก็เพียงพอที่จะทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว ความพลิกผันนี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอิทธิพลสูงต่อค่าเงินในระยะนี้ แต่ในความเป็นจริง ภูมิรัฐศาสตร์เป็นเพียงตัวเร่งที่ทำงานผ่านกลไกพื้นฐานหลายอย่าง ซึ่งเมื่อแยกออกมาทีละส่วนแล้วจะช่วยให้เข้าใจภาพได้ชัดเจนขึ้น โดยปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณาคือเรื่องอัตราดอกเบี้ย
ปัจจัยที่หนึ่ง : ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
หนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่สุดที่กำหนดทิศทางค่าเงินคือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ระหว่างสองประเทศ โดยหลักการคือ เงินทุนมักเคลื่อนย้ายจากประเทศที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าไปยังประเทศที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เพราะนักลงทุนมองว่าได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าภายใต้ความเสี่ยงในระดับใกล้เคียงกัน
ยกตัวอย่างเช่น หากอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ปรับลดลง เงินทุนบางส่วนจะเคลื่อนย้ายเข้าสู่ประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างไทย เมื่อเงินทุนไหลเข้ามา ก็จะถูกแลกเป็นเงินบาท ทำให้ความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้นและค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยไทยปรับลดลง หรือส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ กว้างขึ้น เงินทุนก็มีแนวโน้มไหลออก ทำให้ความต้องการขายเงินบาทเพื่อแลกเป็นดอลลาร์เพิ่มขึ้น และเงินบาทอ่อนค่าลง
สถานการณ์ปัจจุบันเข้าข่ายกรณีหลัง เนื่องจากตลาดยังให้น้ำหนักว่าเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น รายงานการประชุมเฟดล่าสุดยังสะท้อนว่ากรรมการมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อที่อาจขยายวงกว้าง ขณะที่ กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ส่วนต่างนโยบายการเงินในทิศทางนี้จึงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงด้านหนึ่งของสมการเท่านั้น เพราะอีกด้านที่มีน้ำหนักไม่แพ้กันคือกระแสเงินตราที่ไหลเข้าออกประเทศจริงผ่านภาคการค้า
ปัจจัยที่สอง : ดุลการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุน
ปัจจัยสำคัญลำดับถัดมาคือ ดุลการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ โดยหากประเทศไทยเกินดุลการค้า คือส่งออกมากกว่านำเข้า หรือมีเงินทุนไหลเข้ามาก ประเทศก็จะมีเงินดอลลาร์เข้ามามาก ซึ่งเมื่อแลกเป็นเงินบาทก็จะเพิ่มความต้องการเงินบาทและหนุนให้แข็งค่า ในทางตรงกันข้าม หากขาดดุลการค้า คือนำเข้ามากกว่าส่งออก หรือมีเงินทุนไหลออก ก็จะมีความต้องการแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์เพื่อนำออกนอกประเทศมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า
จุดนี้เองที่เชื่อมโยงกลับมาที่ราคาน้ำมันที่เพิ่งพุ่งขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ มูลค่าการนำเข้าพลังงานก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์เพื่อชำระค่านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อค่าเงินบาท กล่าวได้ว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันไม่ได้กดดันเงินบาทโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านมายังดุลการค้าอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ในภาวะที่นักลงทุนต่างชาติลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและมีการทำธุรกรรมจ่ายเงินปันผลกลับออกไป กระแสเงินทุนไหลออกก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินบาทในระยะสั้น ซึ่งนำไปสู่ปัจจัยกลุ่มสุดท้าย นั่นคือบทบาทของนโยบายธนาคารกลางและปัจจัยเชิงเสถียรภาพ
ปัจจัยที่สาม : นโยบายธนาคารกลางและปัจจัยอื่น ๆ
นอกจากสองปัจจัยข้างต้น นโยบายของธนาคารกลาง ก็มีบทบาทต่อค่าเงินเช่นกัน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถกำหนดปริมาณเงินบาทในระบบผ่านมาตรการทางการเงินต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์และอุปทานของเงินบาท โดยหลักการทั่วไป การดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นมักเป็นปัจจัยสนับสนุนค่าเงิน ขณะที่การผ่อนคลายนโยบายมักมีผลในทางตรงกันข้าม ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติธนาคารกลางมักให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพและลดความผันผวนที่มากเกินไป มากกว่าการกำหนดทิศทางค่าเงินโดยตรง
ต่อเนื่องจากเรื่องเสถียรภาพ ปัจจัยที่มีน้ำหนักไม่แพ้กันคือ เสถียรภาพทางการเมืองและความเชื่อมั่น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาตลาดจับตาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท อย่างใกล้ชิด ล่าสุดในวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า พ.ร.ก. ดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ในส่วนของการกู้เงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ในส่วนของการกู้เงินเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป
คำวินิจฉัยดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อค่าเงินและตลาด เนื่องจากช่วย คลายความไม่แน่นอนด้านการคลังและการเมืองที่ตลาดกังวลลง และเปิดทางให้มาตรการกู้เงินขนาด 4 แสนล้านบาทเดินหน้าต่อได้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทั้งการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นทิศทางของเงินบาทยังคงถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางของเงินดอลลาร์
ภาพเศรษฐกิจโลก : ปัจจัยแวดล้อมที่ต้องติดตาม
เมื่อขยายมุมมองออกไป ทิศทางเศรษฐกิจโลกก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อกระแสเงินทุนและค่าเงิน โดยล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.0% ในปี 2026 ก่อนฟื้นตัวสู่ 3.4% ในปี 2027 ซึ่งชะลอลงจากอัตราการขยายตัว 3.5% ในปี 2025 สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตในอัตราที่ชะลอลงท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายด้าน
อย่างไรก็ดี ในมุมของภูมิภาคเอเชียยังมีสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยถ่วงดุลภาพดังกล่าว โดย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแปซิฟิกสำหรับปี 2026 ขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 4.9% และปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2027 เป็น 5.1% ซึ่งสะท้อนว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของภูมิภาคยังมีความยืดหยุ่น แม้จะเผชิญความเสี่ยงจากภายนอกก็ตาม ภาพเศรษฐกิจที่ผสมผสานทั้งความเสี่ยงและความยืดหยุ่นเช่นนี้ ทำให้ความเข้าใจเรื่องค่าเงินมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทองคำ
มุมมองสำหรับนักลงทุน : ค่าเงินบาทกับตลาดทองคำ
สำหรับนักลงทุนไทย ความเข้าใจเรื่องค่าเงินมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะราคาทองคำในประเทศซึ่งคิดเป็นเงินบาท ถูกกำหนดด้วยสองตัวแปรพร้อมกัน คือราคาทองคำในตลาดโลกซึ่งซื้อขายเป็นดอลลาร์ และอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ด้วยเหตุนี้ ในภาวะที่เงินบาทอ่อนค่าอย่างที่เห็นในขณะนี้ การอ่อนค่าดังกล่าวสามารถช่วยชดเชยการปรับลดลงของราคาทองในตลาดโลกได้บางส่วน ทำให้ราคาทองในประเทศเคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับทองตลาดโลกแบบหนึ่งต่อหนึ่งเสมอไป
ความเข้าใจนี้ทำให้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านค่าเงินเข้ามามีบทบาท โดยในตลาด TFEX นักลงทุนสามารถเข้าถึง USD Futures ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับดอลลาร์ รวมถึง Gold Futures ที่อ้างอิงราคาทอง การแยกแยะว่าความเคลื่อนไหวที่เห็นในราคาทองในประเทศมาจากปัจจัยด้านราคาทองโลกหรือปัจจัยด้านค่าเงิน จึงช่วยให้นักลงทุนเข้าใจที่มาของความผันผวนได้ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นเป็นการให้ความรู้ มิใช่คำแนะนำการลงทุน
บทสรุป : ค่าเงินบาทบนจุดตัดของปัจจัยภายในและภายนอก
จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการอ่อนค่าของเงินบาทในรอบเกือบ 14 เดือน มิได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลลัพธ์ของปัจจัยหลายชั้นที่ทำงานประสานกัน ในด้านภายนอก ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่หนุนดอลลาร์ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และส่วนต่างนโยบายการเงินระหว่างเฟดกับ กนง. ล้วนเป็นแรงกดดันต่อเงินบาท ขณะที่ในด้านภายใน ทั้งโครงสร้างการนำเข้าพลังงาน กระแสเงินทุน และความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นองค์ประกอบที่มีผลต่อทิศทางค่าเงินเช่นกัน
สิ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจคือ ค่าเงินเป็นผลรวมของอัตราดอกเบี้ย ดุลการค้า การเคลื่อนย้ายเงินทุน นโยบายธนาคารกลาง และความเชื่อมั่นโดยรวม ที่เคลื่อนไหวสัมพันธ์กันตลอดเวลา การติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างรอบด้านและเข้าใจว่าแต่ละส่วนเชื่อมโยงกันอย่างไร ย่อมช่วยให้ประเมินทิศทางของเงินบาทและผลกระทบต่อสินทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องได้ดีกว่าการมองเพียงตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละวัน
สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของค่าเงิน โลหะมีค่า และสินทรัพย์ลงทุน แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล
นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น USD Futures, Gold Online Futures, Mini Gold Online Futures, Silver Futures หรือ Single Stock Futures พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5
สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคและตลาดการเงินเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
Sources: อินโฟเควสท์, เดลินิวส์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, Federal Reserve, CENTCOM, Reuters, IMF (World Economic Outlook), Asian Development Bank (ADB), Investing.com
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ)