เจาะลึกก่อนเทรด SCBU26 อ่านเกมธุรกิจ SCBX จากธนาคารไทยแห่งแรกสู่กลุ่มเทคโนโลยีการเงิน
เจาะลึกก่อนเทรด SCBU26 อ่านเกมธุรกิจ SCBX จากธนาคารไทยแห่งแรกสู่กลุ่มเทคโนโลยีการเงิน
สรุปประเด็นสำคัญ
  • SCBU26 คือสัญญา Single Stock Futures ที่อ้างอิงหุ้น SCB หรือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) โดยราคาหุ้นอ้างอิงล่าสุดปิดที่ 158.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.28%
  • SCB ปัจจุบันมิใช่ธนาคารพาณิชย์ แต่เป็น บริษัทโฮลดิ้งด้านเทคโนโลยีการเงิน (Strategic Holding Company) ที่แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม ครอบคลุมธุรกิจธนาคาร สินเชื่อดิจิทัล และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี
  • ปัจจัยหนุนการเติบโตระยะยาวที่สำคัญคือธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ภายใต้ชื่อ BankX ที่ร่วมทุนกับพันธมิตรระดับโลก และตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในปลายปี 2569
  • ตลาดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026 เติบโตราว 5.3% สู่ระดับประมาณ 50,000 ล้านบาท โดยแรงกดดันด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) มีแนวโน้มคลี่คลายในครึ่งปีหลัง
  • ในเชิงมูลค่า หุ้นมีจุดเด่นด้านเงินปันผลสูงราว 7.5% เงินกองทุนแข็งแกร่งด้วย CAR 18.0% และซื้อขายที่ P/BV ราว 0.96 เท่า ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามคืออัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ยังอยู่ราว 8%
 
รู้จักธุรกิจ SCBX ให้ลึกก่อนเทรด SCBU26 : จากธนาคารแห่งแรกของไทยสู่กลุ่มเทคโนโลยีการเงิน
       ราคาของ Single Stock Futures จะเคลื่อนไหวล้อไปกับราคาหุ้นอ้างอิงเป็นหลัก การพิจารณาสัญญาอย่าง SCBU26 จึงควรเริ่มจากความเข้าใจในปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแม่อย่าง บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) บทความนี้จะเจาะธุรกิจของกลุ่ม SCBX ใน 5 มิติ ทั้งภาพรวม ประวัติ โครงสร้างรายได้ กลยุทธ์ และทิศทางในอนาคต ก่อนเชื่อมโยงสู่การใช้เครื่องมือ Single Stock Futures
 
ภาพรวมและจุดยืนของธุรกิจ
       แม้ชื่อย่อจะเป็น SCB แต่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบันคือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ซึ่งดำเนินธุรกิจในลักษณะ บริษัทโฮลดิ้งเพื่อการลงทุน ที่ถือหุ้นและกำหนดยุทธศาสตร์ให้แก่บริษัทในเครือ โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน
       จุดยืนเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มคือการก้าวข้ามการเป็นธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม ไปสู่กลุ่มบริษัทการเงินและเทคโนโลยีที่ครบวงจร ตั้งแต่ธุรกิจธนาคาร สินเชื่อผู้บริโภค หลักทรัพย์ สินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงการลงทุนในเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ ทั้งนี้ กลุ่มยังคงสถานะเป็นหนึ่งในธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) ของประเทศ ซึ่งต้องดำรงเงินกองทุนและปฏิบัติตามเกณฑ์การกำกับดูแลในระดับสูงเป็นพิเศษภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย
 
ประวัติความเป็นมา
       รากฐานของกลุ่มผูกพันกับประวัติศาสตร์การเงินไทยอย่างลึกซึ้ง โดยธนาคารไทยพาณิชย์ถือกำเนิดในปี 1906 ในฐานะ ธนาคารไทยแห่งแรกของประเทศ และเติบโตเป็นสถาบันการเงินหลักมากว่าศตวรรษ
       จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อกลุ่มปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการจัดตั้ง SCBX ขึ้นเป็นบริษัทแม่และนำเข้าจดทะเบียนแทนธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมปรับสถานะให้ธนาคารเป็นบริษัทลูกภายใต้กลุ่ม การปรับโครงสร้างนี้มีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของการเป็นธนาคาร และเปิดทางให้กลุ่มขยายสู่ธุรกิจการเงินดิจิทัลและเทคโนโลยีได้คล่องตัวขึ้น
 
โครงสร้างธุรกิจและแหล่งที่มาของรายได้
โครงสร้างธุรกิจของ SCBX แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ที่มีบทบาทและแหล่งรายได้แตกต่างกัน
       กลุ่มที่หนึ่ง (Gen 1) ธุรกิจธนาคาร มีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นแกนหลักและยังเป็นแหล่งกำไรหลักของกลุ่ม โดยรายได้มาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ค่าธรรมเนียมเป็นสำคัญ
       กลุ่มที่สอง (Gen 2) ธุรกิจสินเชื่อผู้บริโภคและการเงินดิจิทัล เป็นเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าสินเชื่อธนาคารทั่วไป ประกอบด้วย CardX (บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล) AutoX (สินเชื่อทะเบียนรถ) MONIX และ Abacus Digital (สินเชื่อดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน) รวมถึง Alpha X
       กลุ่มที่สาม (Gen 3) ธุรกิจแพลตฟอร์มและเทคโนโลยี เป็นกลุ่มที่มองภาพระยะยาว ประกอบด้วย InnovestX (แพลตฟอร์มการลงทุนครบวงจร) SCB 10X (ร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพและเทคโนโลยี) และ Token X (โทเคนดิจิทัล) โดยมี SCB TechX และ SCB DataX เป็นหน่วยงานพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและข้อมูลให้ทั้งกลุ่ม
       ในด้านผลตอบแทนผู้ถือหุ้น กลุ่มมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยจ่ายปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2025 รวม 11.28 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่าย 80% และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 7.5% ด้านกำไรสุทธิ ปี 2025 อยู่ที่ 47,488 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2026 อยู่ที่ 10,195 ล้านบาท ลดลง 18.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามรายได้ดอกเบี้ยและกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลง
 
กลยุทธ์การปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อการเติบโต
       กลยุทธ์หลักของกลุ่มคือแนวคิดการแยกธุรกิจ (Spin-off Structure) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเติบโต ซึ่งเป็นการแยกธุรกิจใหม่ที่ยังมีความเสี่ยงหรือยังไม่ทำกำไรออกจากธนาคารมาไว้ภายใต้บริษัทแม่ ช่วยให้ธนาคารซึ่งเป็นธุรกิจหลักมีผลประกอบการที่ชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจใหม่เติบโตได้เต็มที่โดยไม่ติดข้อจำกัดของการเป็นธนาคาร
       ควบคู่กันคือการผลักดัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าสู่ทุกบริษัทในเครือ ทั้งการนำ AI มาขยายขอบเขตงานวิเคราะห์การลงทุนใน InnovestX และการประเมินความเสี่ยงเพื่อปล่อยสินเชื่อดิจิทัล นอกจากนี้ กลุ่มยังให้ความสำคัญกับมิติ ความยั่งยืน (ESG) โดย มีมูลค่าอนุมัติสินเชื่อและตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนสะสมตั้งแต่ปี 2023 ถึงไตรมาส 1/2026 รวม 246,306 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายที่ 500,000–550,000 ล้านบาทภายในปี 2030
 
ทิศทางในอนาคตและมุมมองสำหรับนักลงทุน
       ปัจจัยหนุนการเติบโตระยะยาวที่โดดเด่นที่สุดคือธุรกิจ Virtual Bank ภายใต้ชื่อ BankX ซึ่ง SCBX ถือหุ้น 90% และร่วมทุนกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง KakaoBank ธนาคารดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ และ WeTechnology โดยเป็นหนึ่งในสามผู้ได้รับใบอนุญาต Virtual Bank จากทางการ และตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในปลายปี 2569 ถือเป็นการผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดการเงินไทย
       ด้านผลประกอบการ นักวิเคราะห์คาดกำไรสุทธิปี 2026 เติบโตราว 5.3% สู่ระดับประมาณ 50,000 ล้านบาท โดย แรงกดดันด้าน NIM มีแนวโน้มคลี่คลายในครึ่งปีหลังเมื่อวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงเข้าใกล้จุดต่ำสุด ซึ่งตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ใกล้ระดับ 1% ตลอดปี ประกอบกับโมเมนตัมรายได้ค่าธรรมเนียมและการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลง
       ในเชิงมูลค่า เมื่อประเมินจากกำไรต่อหุ้น (EPS) คาดการณ์ปี 2026 ที่ราว 14.85 บาท และมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (BVPS) คาดการณ์สิ้นปี 163.8 บาท ราคาปัจจุบันคิดเป็น P/BV เพียงราว 0.96 เท่า ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ประกอบกับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งด้วย CAR 18.0% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลย้อนหลังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ต้องพิจารณาประกอบคือ ROE ที่ยังอยู่ราว 8% ซึ่งมีส่วนอธิบายว่าเหตุใดราคาจึงซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี แม้มีแนวโน้มฟื้นตัวเมื่อ NIM ผ่านจุดต่ำสุด ทั้งนี้ ตัวเลขข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงและการคาดการณ์ของตลาดเพื่อประกอบการศึกษา มิใช่คำแนะนำการลงทุน
 
เชื่อมโยงสู่เครื่องมือ : SCBU26 และ Single Stock Futures
       เมื่อเข้าใจธุรกิจของหุ้นอ้างอิงแล้ว SCBU26 คือ Single Stock Futures ที่อ้างอิงหุ้น SCB หมดอายุเดือนกันยายน (รหัส U) ปี ค.ศ. 2026 ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันวันนี้ว่าจะซื้อขายหุ้นอ้างอิงกันที่ราคาเท่าไรในอนาคต
       หลักการสำคัญคือ SSF ใช้เงินลงทุนเพียงราว 5–20% ของมูลค่าสัญญาในรูปหลักประกัน มีตัวคูณสัญญาเท่ากับ 1,000 หุ้นต่อสัญญา และทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นด้วยการเปิดสถานะซื้อ (Long) และขาลงด้วยการเปิดสถานะขาย (Short) คุณสมบัติการใช้เลเวอเรจนี้เป็นดาบสองคม เพราะเพิ่มทั้งโอกาสทำกำไรและผลขาดทุนเมื่อเทียบกับเงินลงทุน อีกทั้งผู้ถือ SSF จะไม่ได้รับเงินปันผลเหมือนการถือหุ้นโดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับหุ้นปันผลสูงอย่าง SCB
       สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของหุ้นรายตัว ค่าเงิน และโลหะมีค่า แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล
       นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น Single Stock Futures (SSF) สำหรับหุ้นรายตัวอย่าง SCB, Gold Online Futures, USD Futures หรือดัชนีหุ้น พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5
       สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
       ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับตลาดทุน ธุรกิจ และการลงทุนเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าใด ๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
Sources: บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX), ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), TFEX, Settrade, ThaiPublica, ประชาชาติธุรกิจ, ฐานเศรษฐกิจ, Techsauce
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ)