ล็อคกำไร ลดความเสี่ยงค่าเงินด้วย FX Futures EP.2
ล็อคกำไร ลดความเสี่ยงค่าเงินด้วย FX Futures EP.2

บทความการลงทุน: ล็อคกำไร ลดความเสี่ยงค่าเงินด้วย FX Futures EP.2

หลักการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) เพื่อการบริหารความเสี่ยง (Hedging) จากอัตราแลกเปลี่ยน

            สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ Futures คือ สัญญาที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงจะซื้อขายสินค้า โดยกำหนดราคาตั้งแต่วันนี้ แต่ส่งมอบและชำระเงินในอนาคต ทั้งนี้ในตลาด TFEX ผู้ซื้อและผู้ขายไม่จำเป็นต้องถือสัญญาไว้จนครบกำหนด แต่อาจซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้โดยผ่านระบบการซื้อขายของ TFEX

การสร้างสถานะสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถทำได้ทั้ง 2 ฝั่ง โดยฝั่งผู้ซื้อสัญญา เรียกว่ามี “สถานะซื้อ” หรือ Long Position ส่วนฝั่งผู้ขาย เรียกว่ามี “สถานะขาย” หรือ Short Position

ในกรณีเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบนสกุลเงินตราต่างประเทศ (Currency Futures) บนตลาด TFEX จะมีการให้บริการอยู่ 5 คู่เงิน ได้แก่

  1. USD/THB อ้างอิงราคาที่ XX บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ
  2. EUR/THB อ้างอิงราคาที่ XX บาทต่อ 1 ยูโร
  3. JPY/THB อ้างอิงราคาที่ XX บาทต่อ 100 เยน
  4. EUR/USD อ้างอิงราคาที่ XX ดอลลาร์สหรัฐฯต่อ 1 ยูโร
  5. USD/JPY อ้างอิงราคาที่ XX เยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ


ตามกลไกซื้อขายบนตลาด TFEX จะกำหนดให้ 1 สัญญานั้นมีขนาดของสินค้าเท่ากับ 1,000 เท่า หรือ 1,000 หน่วยสกุลเงินส่งมอบอ้างอิง

กรณีตัวอย่าง USD/THB อ้างอิงราคาที่ 33 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยกลไกจะมีลักษณะ “ฝั่งซื้อ หรือ Long” ทำสัญญาไว้ว่า จะซื้อเงินสกุลเงิน USD กับ “ฝั่งขาย หรือ Short” ในอนาคตตามวันที่ระบุไว้ในสัญญาด้วยเงินบาทไทยจำนวน 33 บาทต่อ 1 USD และเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ฝั่ง Long จะจ่ายเงิน 33,000 บาทแก่ฝั่ง Short และฝั่ง Short จะมอบเงินจำนวน 1,000 USD ให้แก่ฝั่ง Long เป็นการจบการแลกเปลี่ยนตามสัญญา

แต่คราวนี้เงื่อนไขการชำระราคาของ Currency Futures จะเป็นแบบ Cash Settlement คือชำระเป็นส่วนต่างกำไร/ขาดทุนแทนการส่งมอบสินค้าจริง หมายความว่าแทนที่ฝั่ง Short จะต้องนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯมาให้ฝั่ง Long ก็ให้รับจ่ายจากส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนในวันหมดอายุสัญญาที่เปลี่ยนไปจากระดับอัตราแลกเปลี่ยนตามสัญญา หมายความว่า ถ้าวันหมดอายุสัญญา อัตราแลกเปลี่ยนขยับไปเป็น 35 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ฝั่ง Short จะต้องจ่ายส่วนต่างให้ฝั่ง Long เท่ากับ (35-33) x 1,000 = 2,000 บาท แต่ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันนั้นเกิดเป็น 31 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ฝั่ง Long จะต้องจ่ายส่วนต่างที่ขาดทุนให้แก่ฝ่าย Short เท่ากับ (33-31) x 1,000 = 2,000 บาท เช่นกัน ดังนั้น

  • กลไกฝั่ง Long หรือฝั่งซื้อ ถ้าบาทยิ่งอ่อน ยิ่งกำไร แต่ถ้าบาทยิ่งแข็ง ยิ่งขาดทุน
  • กลไกฝั่ง Short หรือฝั่งขาย ถ้าบาทยิ่งแข็ง ยิ่งกำไร แต่ถ้าบาทยิ่งอ่อน ยิ่งขาดทุน

ทั้งนี้ จำนวนเงินที่ได้รับจริง ผู้ลงทุนจะต้องศึกษา ค่าธรรมเนียมแฝงและเงินวางหลักประกัน ค่าใช้จ่ายการทำสัญญาต่างๆจากโบรกเกอร์ด้วย เพื่อจะได้นำไปคำนวณต้นทุนการเงินและจำนวนเงินที่จะได้รับจริง

  • ถ้านักลงทุนมีกำหนดจะได้รับเงินเป็นดอลลาร์ในอนาคต และกลัวว่า บาทจะแข็ง และเมื่อ Convert มาเป็นบาทแล้วจะได้น้อยบาทลง นักลงทุนควรทำสัญญาฝั่ง Short Position
  • ถ้านักลงทุนมีกำหนดจะต้องจ่ายเงินเป็นดอลลาร์ออกไปในอนาคต และกลัวว่า บาทจะอ่อน พอเอาเงินบาทไป Convert มาเป็น USD แล้วได้ USD น้อยลง นักลงทุนควรทำสัญญาฝั่ง Long Position

 

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของค่าเงิน โลหะมีค่า และสินทรัพย์ลงทุน แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล

       นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น USD Futures, Gold Online Futures, Mini Gold Online Futures, Silver Futures หรือ Single Stock Futures พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5 สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999

โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)

📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง