ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 บนจุดตัดสำคัญ ระหว่างเฟดสายเหยี่ยวกับแรงซื้อที่ไม่มีใครหยุด
สรุปประเด็นสำคัญ
- ครึ่งแรกของปี 2026 เป็นช่วงที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวเหมือน "รถไฟเหาะ" โดยพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนร่วงลงหลุด 4,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม คิดเป็นการปรับตัวลงราว 7% นับจากต้นปี
- รายงาน Gold Mid-Year Outlook 2026 ของ World Gold Council (WGC) ใช้ชื่อธีมว่า "Point Break" สื่อว่าทองคำกำลังยืนอยู่บน จุดตัดสำคัญ ที่พร้อมจะไปต่อได้ทั้งสองทาง
- เรื่องที่สำคัญที่สุดของครึ่งปีแรกคือ สงครามสหรัฐ-อิหร่านกลับกดดันทองคำ แทนที่จะหนุน เพราะรอบนี้เป็นภาวะที่ราคาพลังงานพุ่ง (Supply-driven Energy Shock) ซึ่งดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ทำให้เฟดยังต้องคงท่าทีเข้มงวด หนุนดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ กลายเป็นแรงกดต่อทอง
- ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ตลาดยังให้น้ำหนักกว่า 60% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ซึ่งกดดันทองในระยะสั้น แม้ประธานเฟด Kevin Warsh จะเริ่มส่งสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มผ่อนลงบ้างแล้วก็ตาม
- อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังแข็งแรง ทั้งกระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) การซื้อทองของธนาคารกลางที่ยังอยู่ในระดับสูง ปัญหาหนี้สาธารณะสหรัฐ รวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่จากโลกการเงินดิจิทัลอย่าง Tether ที่ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ถือทองรายใหญ่ที่สุดของโลก
- YLG มองว่าในระยะยาวทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่ระยะกลางกำลังอยู่ในช่วงปรับฐานที่ผันผวนสูง โดยแนวรับสำคัญที่ตลาดจับตาอยู่ตอนนี้อยู่บริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ปี 2026 น่าจะเป็นหนึ่งในปีที่ราคาทองคำเคลื่อนไหวหวือหวาที่สุดในรอบหลายปี เปิดปีมาด้วยการพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรง ก่อนจะดิ่งลงหลุด 4,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน และลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบราว 8 เดือน
ในรายงาน Gold Mid-Year Outlook 2026 World Gold Council เลือกใช้ธีม "Point Break" หรือ "จุดที่คลื่นแตกตัว" ซึ่งเป็นคำจากโลกกีฬาโต้คลื่น เพื่อสื่อว่าทองคำกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญ และทิศทางต่อไปขึ้นอยู่กับว่าแรงไหนจะชนะ ระหว่างแรงกดดันระยะสั้นกับแรงหนุนระยะยาว บทความนี้จะนำมุมมองของ WGC มารวมกับมุมมองเชิงลึกของ YLG เพื่อตอบคำถามที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังสงสัยอยู่ นั่นคือ ครึ่งปีหลังนี้ทองคำจะกลับไปเป็นขาขึ้นได้อีกครั้งหรือไม่
ทบทวนครึ่งปีแรก
ตัวเลขที่ว่าทองปรับตัวลงราว 7% นับจากต้นปี ซ่อนความผันผวนมหาศาลเอาไว้ เพราะระหว่างทางราคาแกว่งขึ้นลงรุนแรงมาก
เดือนมกราคมทองพุ่งขึ้นกว่า 13% ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและแรงซื้อของธนาคารกลาง จากนั้นเดือนกุมภาพันธ์ราคาเริ่มผันผวน หลังมีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟดคนใหม่ ทำให้ตลาดกังวลว่านโยบายการเงินอาจไม่ผ่อนคลายอย่างที่หวัง จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในเดือนมีนาคม เมื่อความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านดันราคาพลังงานพุ่ง ทำให้ทองร่วงลงถึง 12% ในเดือนเดียว ซึ่งเป็นการลงรายเดือนที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013 ความผันผวนช่วงนั้นดันค่าความผันผวนของทอง (Realised Volatility) ขึ้นไปเหนือ 50% ก่อนจะย่อลงมาต่ำกว่า 30% แม้จะยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 ปีที่ 17% ก็ตาม
ถึงจะปรับฐานลงแรง แต่ WGC ชี้ว่าทองคำยังเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่สินทรัพย์อื่นกำลังไล่ตามอยู่ อีกจุดที่น่าสนใจคือ WGC พบว่า แรงหนุนของทองส่วนใหญ่มาจากช่วงเวลาซื้อขายของตลาดเอเชีย ขณะที่แรงขายมักเกิดในช่วงตลาดสหรัฐ สะท้อนว่านักลงทุนเอเชียมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการกำหนดทิศทางราคาทองโลก
ทำไม "สงคราม" ถึงกดทองแทนที่จะหนุน
คำถามที่หลายคนสงสัยมากที่สุดคือ ทำไมความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านถึงไม่ดันราคาทองเหมือนสงครามครั้งก่อน ๆ คำตอบอยู่ที่ลักษณะเฉพาะของวิกฤตรอบนี้
จุดศูนย์กลางของความเสี่ยงอยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งปกติเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบราว 13.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 20–25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลของโลก เมื่อความขัดแย้งรุนแรงขึ้นจนปริมาณขนส่งลดลงมาก ต้นทุนประกันภัยและค่าขนส่งก็พุ่งขึ้น ดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นทันที และเพราะการคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐผูกอยู่กับราคาน้ำมันค่อนข้างมาก ผลก็คือเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Supply-driven Energy Shock หรือภาวะที่ราคาพลังงานพุ่งจากฝั่งอุปทาน ซึ่งต่างจากสงครามทั่วไป เพราะภาวะแบบนี้ทำให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยไม่ได้ จึงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เนื่องจาก ราคาน้ำมันสูงขึ้น ดันเงินเฟ้อ ทำให้เฟดต้องคงท่าทีเข้มงวด หนุนดอลลาร์แข็งค่าและบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น ซึ่งทั้งหมดเป็นแรงกดต่อทองที่เป็นสินทรัพย์ไม่มีดอกเบี้ย ผลลัพธ์คือ ราคาน้ำมันกับราคาทองวิ่งสวนทางกัน (Negative Correlation) อย่างชัดเจนตลอดครึ่งปีแรก
สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ก็สะท้อนกลไกนี้ได้ดี โดย ตลาดยังให้น้ำหนักกว่า 60% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน และ ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี กดดันให้ราคาทองรายไตรมาสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2024 อย่างไรก็ดี ทองดีดกลับขึ้นเหนือ 4,000 ดอลลาร์อีกครั้ง หลัง Kevin Warsh บอกว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อเริ่มผ่อนลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา จึงยังไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย แม้เขาจะยืนยันว่าเฟดยังให้ความสำคัญกับการดูแลราคาให้มีเสถียรภาพก็ตาม ประกอบกับช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาเปิดเส้นทางและราคาน้ำมันย่อลง ก็ช่วยจำกัดการลงของทองในช่วงนี้
ราคาทองตอนนี้ถือว่าเหมาะสมหรือยัง : มุมมองจาก WGC
คำถามต่อมาคือ ที่ระดับปัจจุบัน ทองแพงหรือถูกเกินไป WGC ใช้เครื่องมือประเมินมูลค่าอย่าง Gold Valuation Framework และโมเดลวิเคราะห์ที่มาของผลตอบแทน (GRAM) แล้วสรุปว่า ราคาทองตอนนี้สอดคล้องกับปัจจัยเศรษฐกิจโดยรวม พูดง่าย ๆ คือภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจโตปานกลาง เงินเฟ้อชะลอลงแต่ยังสูง และตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะยังเข้มงวดต่อแบบจำกัด ทองก็น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ รอบระดับ 4,100 - 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ถ้าปัจจัยแวดล้อมไม่เปลี่ยนไปมาก
จากการวิเคราะห์ของ GRAM ตัวที่ขับเคลื่อนราคาทองในครึ่งปีแรกมากที่สุดคือ โมเมนตัม จากการเข้าออกของเงินลงทุน (24%) ตามด้วย ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน (17%) และ ค่าเงิน (14%) สะท้อนว่าราคาทองช่วงนี้ถูกกำหนดด้วยกระแสเงินลงทุนและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก มากกว่าปัจจัยด้านความต้องการซื้อขายทองตามปกติ
อะไรที่อาจกดทองลงต่อ และแนวรับที่คอยรองรับ
ในทางกลับกัน WGC ก็ระบุปัจจัยที่อาจกดทองลงต่อไว้ด้วย ได้แก่ ดอลลาร์และดอกเบี้ยที่ขึ้นเกินคาด ภาวะที่นักลงทุนกล้าเสี่ยงมากขึ้นจนหันไปหาสินทรัพย์เสี่ยง และปัจจัยทางเทคนิค
แต่จุดที่น่าสนใจคือ WGC ลองย้อนดูสถิติการปรับฐานของทองตั้งแต่ปี 1971 แล้วพบว่า การปรับฐานมักหยุดและทรงตัวที่ราว 30% จากจุดสูงสุด โดยในกรณีที่ทองเคยร่วงเกิน 20% จากจุดสูงสุด ค่าเฉลี่ยการปรับฐานอยู่ที่ 36% และค่ากลางที่ 29% ขณะที่ตอนนี้ทองอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดราว 25% ดังนั้นการวิเคราะห์ของ WGC จึงชี้ว่า ถ้าทองปรับลงอีก 10–15% จากระดับปัจจุบัน แรงขายก็น่าจะถูกจำกัด เพราะในอดีตพอราคาลงมาถูก ก็มักมีแรงซื้อกลับเข้ามาจากหลายกลุ่ม ส่วนในเชิงเทคนิค WGC มองว่าถ้าทองหลุดบริเวณ 3,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็อาจเห็นการปรับตัวลงอีกขา
ลดการพึ่งพาดอลลาร์และการซื้อของธนาคารกลาง
พอมองข้ามความผันผวนระยะสั้น ปัจจัยที่คอยค้ำราคาทองในระยะยาวยังแข็งแรงอยู่ เริ่มจากกระแส ลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) โดยสัดส่วนการถือดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ราว 56.8% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปี ขณะที่สัดส่วนทองคำในทุนสำรองโลกกลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 24% แนวโน้มนี้เร่งตัวขึ้นหลังการคว่ำบาตรรัสเซียในปี 2022 ที่ทำให้หลายประเทศเริ่มเห็นความเสี่ยงของการฝากความมั่งคั่งไว้กับระบบการเงินดอลลาร์มากเกินไป
ในด้านแรงซื้อจริง ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองสุทธิราว 863 ตันในปี 2025 ซึ่งชะลอลงจากระดับกว่า 1,000 ตันต่อปีในช่วงปี 2022–2024 แต่ก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุคโควิดมาก สำหรับไตรมาสแรกของปี 2026 แม้ตัวเลขที่รายงานอย่างเป็นทางการจะดูไม่มาก เพราะตุรกีขายออก แต่ WGC ประเมินว่ายอดซื้อสุทธิจริงอยู่ที่ราว 244 ตัน ซึ่งสูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและค่าเฉลี่ย 5 ปี โดยผู้ซื้อหลักยังเป็นโปแลนด์ อุซเบกิสถาน และจีน ที่สำคัญ ผลสำรวจล่าสุดของ WGC พบว่า 89% ของธนาคารกลางคาดว่าทุนสำรองทองของโลกจะเพิ่มขึ้นในปีข้างหน้า และมีสัดส่วนสูงเป็นประวัติการณ์ที่วางแผนจะซื้อทองเพิ่ม
จุดที่ YLG เล็งเห็นเป็นพิเศษคือ ยังมีช่องว่างให้ซื้อเพิ่มได้อีกมาก เพราะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีสัดส่วนทองในทุนสำรองเฉลี่ยเพียงราว 14.66% ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วสูงถึงราว 31.60% ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจีนซึ่งตอนนี้ถือทองราว 2,321 ตัน คิดเป็น 9% ของทุนสำรอง หากจีนต้องการเพิ่มสัดส่วนทองเป็น 20% ก็จะต้องซื้อทองเพิ่มอีกกว่า 4,255 ตัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแรงซื้อจากภาครัฐอาจยังไม่จบง่าย ๆ
หนี้สาธารณะ การด้อยค่าของเงิน และบทเรียนว่าทำไมทองไม่ใช่แค่เกมดอกเบี้ยอีกต่อไป
อีกปัจจัยระยะยาวที่ YLG ให้ความสำคัญคือ หนี้สาธารณะและความไม่แน่นอนด้านการคลังของสหรัฐ โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (CBO) คาดว่าระหว่างปี 2025–2035 สหรัฐจะมีภาระดอกเบี้ยรวมสูงถึงราว 13.8 ล้านล้านดอลลาร์ และต้นทุนดอกเบี้ยต่อปีอาจเพิ่มจากราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 ไปเป็นราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2035 หนี้ที่สูงขนาดนี้ทำให้ตลาดเริ่มสงสัยว่าเฟดจะกดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงได้อีกนานแค่ไหน
บทเรียนสำคัญมาจากช่วงที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022–2023 ที่แม้จะขึ้นดอกเบี้ยถึง 11 ครั้ง จนแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี แต่หลังจากทองลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 1,614 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนกันยายน 2022 ราคาก็กลับฟื้นขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่า ทองไม่ได้ขึ้นลงตามดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกมองในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงของระบบการเงิน หนี้ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
บทบาทของทองในพอร์ต : ทำไมต้องมี และควรมีเท่าไร
WGC กับ YLG มองตรงกันว่าทองคำเป็น สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ที่มีจุดเด่นสามด้าน ด้านแรกคือให้ผลตอบแทนระยะยาวได้ดี โดยราคาทองในรูปดอลลาร์ปรับขึ้นเฉลี่ยราว 9% ต่อปีนับตั้งแต่ระบบ Bretton Woods สิ้นสุดลงในปี 1971 ด้านที่สองคือช่วยกระจายความเสี่ยง เพราะในช่วงวิกฤตใหญ่ ๆ อย่างปี 2008 วิกฤตหนี้ยุโรป Brexit หรือโควิด ทองมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10% ในขณะที่หุ้นเจอแรงกดดัน และด้านที่สามคือเป็นแหล่งสภาพคล่องขนาดใหญ่ โดยในปี 2025 มูลค่าซื้อขายทองเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ราว 3.61 แสนล้านดอลลาร์ต่อวัน นอกจากนี้ทองยังเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงว่าคู่สัญญาจะเบี้ยวหนี้ และหายากโดยธรรมชาติ เพราะปริมาณทองเหนือพื้นดินเพิ่มขึ้นเพียงราว 1.7% ต่อปี ขณะที่ปริมาณเงินทั่วโลกโตกว่า 7%
ในเชิงการจัดพอร์ต ข้อมูลของ WGC ชี้ว่าการมีทองราว 5–15% ของพอร์ตแบบผสม ช่วยให้พอร์ตดีขึ้นทั้งด้านผลตอบแทนและการคุมความเสี่ยง โดยช่วยลดการขาดทุนสูงสุด (Max Drawdown) และเพิ่มคุณภาพของผลตอบแทน ส่วนการออมทองแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการทยอยซื้อด้วยเงินเท่ากันทุกเดือน ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวน โดยไม่ต้องคอยเดาจังหวะตลาด ทั้งนี้เป็นข้อมูลเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
บทสรุปภาพรวมของทองคำในครึ่งหลังของปี 2026
ภาพรวมของทองคำในครึ่งหลังของปี 2026 คือการยืนอยู่บน "จุดที่คลื่นกำลังแตกตัว" จริง ๆ ในระยะสั้น แรงกดดันจากเฟดที่ยังเข้มงวด ดอลลาร์ที่แข็งค่า และการคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ยังเป็นตัวกดหลัก และภายใต้ภาวะแบบนี้ WGC ก็มองว่าทองน่าจะแกว่งในกรอบราว 4,100 ดอลลาร์ บวกลบ 5% แต่พอมองระยะกลางถึงยาว แรงหนุนด้านพื้นฐานทั้งการซื้อของธนาคารกลาง การลดการพึ่งพาดอลลาร์ ปัญหาหนี้สาธารณะและการด้อยค่าของเงิน รวมถึงความต้องการหน้าใหม่จากโลกดิจิทัลอย่าง Tether ล้วนเป็นแรงหนุนที่ช่วยจำกัดการลง และเปิดโอกาสขาขึ้นถ้ามีปัจจัยมาจุดชนวน
สิ่งที่นักลงทุนควรเข้าใจคือ ทองคำในยุคนี้ไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์ที่วิ่งตามดอกเบี้ยหรือข่าวสงครามอีกต่อไป แต่กลายเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินโลกโดยรวม คนที่เข้าใจทั้งแรงกดดันระยะสั้นและแรงหนุนระยะยาวไปพร้อมกัน ก็จะประเมินโอกาสและความเสี่ยงของทองได้รอบด้านกว่าการมองแค่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง
สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของโลหะมีค่า ค่าเงิน และสินทรัพย์ลงทุน แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล
นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น Gold Online Futures, Mini Gold Online Futures, Silver Futures, USD Futures หรือ Single Stock Futures พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5
สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคและตลาดทองคำเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
Sources: World Gold Council (Gold Mid-Year Outlook 2026 "Point Break"), YLG Research, CME FedWatch Tool, Federal Reserve, Reuters, CNBC, TradingEconomics, J.P. Morgan, Goldman Sachs, Jefferies, CoinDesk, IMF COFER, U.S. Congressional Budget Office (CBO)
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ)