3 สัญญาณโลกที่นักลงทุนต้องรู้
3 สัญญาณโลกที่นักลงทุนต้องรู้
สรุปประเด็นสำคัญ
  • ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) แถลงนโยบายการเงินต่อสภาคองเกรสระหว่างวันที่ 14–15 กรกฎาคม 2026 โดยย้ำว่า Fed “ไม่มีความอดทนต่อเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน” พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายแบบ Data Dependent และไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย
  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายน ออกมาต่ำกว่าคาด โดยลดลง 0.4% จากเดือนก่อน ซึ่งเป็นการปรับลดรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 ส่งผลให้ตลาดลดการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ดี CME FedWatch Tool ยังคงให้น้ำหนักเกือบ 49% ที่ Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
  • ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐและอิหร่าน ยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดติดตาม หลังสหรัฐเดินหน้าโจมตีอิหร่านเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน พร้อมประกาศปิดล้อมทางเรือบริเวณท่าเรือของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นกว่า 9% ในช่วงห้าวันที่ผ่านมา และกลับมากระตุ้นความกังวลต่อเงินเฟ้อจากฝั่งพลังงาน
  • แม้ราคาทองคำจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น แต่ อุปสงค์เชิงโครงสร้างยังแข็งแกร่ง โดยธนาคารกลางจีน (PBOC) ซื้อเพิ่มทองคำสุทธิ 93 ตัน ในเดือนมิถุนายน นับเป็นการซื้อเพิ่มสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกัน
 
       ตลาดทองคำในสัปดาห์นี้ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบผันผวน เนื่องจากนักลงทุนต้องประเมินปัจจัยสำคัญสามด้านที่ส่งผลต่อทิศทางราคาในเวลาเดียวกัน ได้แก่ จุดยืนของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐที่เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย
 
Fed ย้ำจุดยืนคุมเงินเฟ้อ แต่ไม่ส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า
       การแถลงนโยบายการเงินต่อสภาคองเกรสของ เควิน วอร์ช ระหว่างวันที่ 14–15 กรกฎาคม ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ตลาดให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นการอธิบายมุมมองด้านเศรษฐกิจและนโยบายการเงินต่อฝ่ายนิติบัญญัติเป็นครั้งแรกหลังการประชุม FOMC เดือนมิถุนายน
       ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือคำกล่าวที่ว่า Fed ไม่มีความอดทนต่อเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน” สะท้อนว่าการรักษาเสถียรภาพด้านราคายังคงเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของธนาคารกลางสหรัฐ
       อย่างไรก็ดี วอร์ชหลีกเลี่ยงการให้ Forward Guidance เกี่ยวกับการประชุมครั้งถัดไป โดยย้ำว่าการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศออกมาในแต่ละช่วงเวลา มากกว่าการกำหนดเส้นทางดอกเบี้ยล่วงหน้า
       อีกประเด็นที่ตลาดจับตา คือมุมมองต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งวอร์ชมองว่าจะช่วยยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาว แม้ว่าการลงทุนในช่วงแรกอาจทำให้ราคาสินค้าเทคโนโลยีปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราว แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง
       โดยรวม ตลาดตีความถ้อยแถลงครั้งนี้ว่า Fed ยังคงมีจุดยืนเข้มงวดต่อเงินเฟ้อ แต่ยังไม่พร้อมส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทำให้ความสนใจของนักลงทุนหันกลับไปอยู่ที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่จะทยอยประกาศในช่วงต่อจากนี้
 
CPI ส่งสัญญาณผ่อนคลาย แต่ราคาน้ำมันกลับสร้างแรงกดดันใหม่
       ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐกลับสร้างความประหลาดใจเชิงบวก ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายน ลดลง 0.4% จากเดือนก่อน ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 และดีกว่าที่ตลาดคาดไว้อย่างมาก ส่งผลให้ความน่าจะเป็นที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
       อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากข้อมูลเงินเฟ้อกลับถูกลดทอนลงจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบ เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนเริ่มกังวลว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานอาจกลับมาอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดยังคงให้น้ำหนักเกือบ 49% ต่อการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน แม้ข้อมูล CPI จะเริ่มสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลงก็ตาม
 
สงครามตะวันออกกลางดันน้ำมันขึ้น แต่กลับกดดันทองคำ
       ปัจจัยที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดในสัปดาห์นี้ยังคงเป็นสถานการณ์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน สหรัฐเดินหน้าปฏิบัติการทางทหาร พร้อมประกาศปิดล้อมทางเรือบริเวณท่าเรือของอิหร่าน และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับสหรัฐในภูมิภาค
       ผลที่เกิดขึ้นคือราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นมากกว่า 9% ในช่วงห้าวันที่ผ่านมา และเคลื่อนไหวเหนือระดับ 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
       โดยปกติ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มักเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่สถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะการปรับขึ้นของราคาน้ำมันได้เพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดกลับมาคาดว่า Fed อาจจำเป็นต้องรักษาดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่เคยประเมินไว้
       ผลกระทบดังกล่าวส่งผ่านไปยัง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury Yield) และ Real Yield ซึ่งยังทรงตัวในระดับสูง ก่อนจะหนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ แม้จะมีแรงซื้อจากสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามาบางส่วนก็ตาม
 
แรงซื้อของธนาคารกลางยังเป็นฐานรองรับทองคำในระยะยาว
       แม้ปัจจัยระยะสั้นจะยังสร้างความผันผวนให้กับตลาด แต่ภาพระยะยาวของทองคำยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์เชิงโครงสร้าง
       ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) ซื้อทองคำเพิ่มสุทธิ 14.93 ตัน ในเดือนมิถุนายน นับเป็นการซื้อเพิ่มสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 และเป็นปริมาณการซื้อรายเดือนสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023
       เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง สัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนยังอยู่ต่ำกว่า 10% ขณะที่สหรัฐถือครองทองคำคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของทุนสำรองทั้งหมด สะท้อนว่าพื้นที่สำหรับการเพิ่มการถือครองทองคำของจีนยังมีอยู่อีกมากในระยะยาว
       สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของโลหะมีค่า ค่าเงิน และสินทรัพย์ลงทุน แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล
       นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น Gold Online Futures, Mini Gold Online Futures, Silver Futures, USD Futures หรือ Single Stock Futures พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5
       สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
       ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับนโยบายการเงินและตลาดทองคำเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
Sources: Federal Reserve, CME FedWatch Tool, Bureau of Labor Statistics (CPI), CENTCOM, FXStreet, Invezz, Economies.com, DiscoveryAlert, People's Bank of China (PBOC/SAFE), Reuters, YLG Research
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ)