“สหรัฐ–อิหร่านปะทะฮอร์มุซ เขย่าพลังงานโลก ดันดอลลาร์แข็ง ขณะที่ ‘แร่เงิน’ พุ่งแรงจากดีมานด์จีน
“สหรัฐ–อิหร่านปะทะฮอร์มุซ เขย่าพลังงานโลก ดันดอลลาร์แข็ง ขณะที่ ‘แร่เงิน’ พุ่งแรงจากดีมานด์จีน

สรุปประเด็นสำคัญก่อนอ่านบทความ

  • สหรัฐ–อิหร่านปะทะรอบใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ กระทบเส้นทางพลังงานโลก
  • ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์หนุนราคาพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อ
  • ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าจากสถานะ Safe Haven และท่าที Hawkish ของ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)
  • อุปสงค์ “แร่เงิน” จากจีนพุ่งทำสถิติใหม่ จากทั้งภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุน
  • ตลาดการเงินโลกอยู่ภายใต้แรงกดดันจาก Geopolitics และ Commodity Demand

          ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกยังคงอยู่ในภาวะประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้กลับมาเป็นตัวแปรสำคัญอีกครั้ง หลังจากเกิดการปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่านในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานโลก โดยเฉพาะในบริบทที่เส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังคงพึ่งพาพื้นที่ดังกล่าวในสัดส่วนสูง การดำเนินปฏิบัติการของสหรัฐภายใต้โครงการ “Project Freedom” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเปิดเส้นทางให้เรือพาณิชย์สามารถเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว กลับกระตุ้นให้เกิดการตอบโต้จากอิหร่าน ส่งผลให้ระดับความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพของตลาดการเงินในวงกว้าง

          ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทั้งในรูปแบบของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน รวมถึงเหตุการณ์ความเสียหายต่อเรือพาณิชย์ในอ่าวเปอร์เซีย ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเส้นทางการค้าพลังงาน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในเชิงระบบ ช่องแคบฮอร์มุซในฐานะ chokepoint สำคัญ จึงกลายเป็นศูนย์กลางของความเสี่ยงที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโดยตรง ขณะเดียวกัน ต้นทุนประกันภัยการขนส่งทางทะเลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้สะท้อนการประเมินความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของตลาด ซึ่งมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในวงกว้าง นอกจากนี้ ท่าทีของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในการดำเนินนโยบายเชิงรุก ยังเพิ่มความไม่แน่นอนในเชิงนโยบาย และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น

          ภายใต้บริบทดังกล่าว ค่าเงินดอลลาร์ได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) และท่าทีเชิง Hawkish ของ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อเป็นลำดับแรก แม้ว่าตลาดบางส่วนจะคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายในระยะถัดไปก็ตาม การแข็งค่าของดอลลาร์สะท้อนถึงการไหลเข้าของเงินทุนสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อจังหวะการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางในระยะถัดไป

          อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีนัยต่อภาพรวมของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ คือการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ “แร่เงิน” จากประเทศจีน โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า การนำเข้าแร่เงินของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น 78% เมื่อเทียบรายเดือน (MoM) สู่ระดับประมาณ 836 ตันในเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลในช่วง 10 ปีถึง 173% ขณะที่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี (Year-to-date) อยู่ที่ประมาณ 1,626 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากทั้งความต้องการของนักลงทุนรายย่อยที่มองหาเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่มีต้นทุนต่ำกว่าทองคำ และความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่เร่งการผลิตก่อนการสิ้นสุดมาตรการด้านภาษี อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งใช้แร่เงินเป็นวัตถุดิบสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของอุปสงค์ทั่วโลก ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงในภาคส่วนนี้มีอิทธิพลต่อสมดุลของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

          โดยสรุป ภาพรวมของตลาดการเงินโลกในช่วงนี้สะท้อนถึงการผสมผสานของแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุปสงค์ในสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งราคาพลังงาน ค่าเงิน และโลหะมีค่า ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซได้เพิ่มระดับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์แร่เงินจากจีนสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภาคพลังงาน สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของค่าเงิน พลังงาน และโลหะมีค่า แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็นทองคำ น้ำมัน หรือค่าเงิน พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5 สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-  9999

Sources: Bloomberg/ Reuters/ Kitco News

โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ,ผู้ช่วยนักวิเคราะห์)