เจาะ GDP ไทย ไตรมาส 1 ส่งผลกับดัชนี SET50 หรือไม่
เจาะ GDP ไทย ไตรมาส 1 ส่งผลกับดัชนี SET50 หรือไม่
วันจันทร์ที่ 18 พ.ค. 2569 สภาพัฒน์แถลงตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี ออกมาที่ +2.8% YoY และ +0.7% QoQ ถือว่าดีขึ้น ตัวเลขพาดหัวดูดีทีเดียว แต่เมื่อแกะไส้ในออกมาดู จะเห็นว่าโครงสร้างการเติบโตมีทั้งจุดแข็งที่น่ายินดีและจุดที่ต้องจับตา
ตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดในไตรมาสนี้คือ การลงทุนรวม ที่โตถึง +9.9% เร่งจาก +8.1% ในไตรมาสก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนเร่งแรงขึ้นมาที่ +10.1% จาก +6.5% ปัจจัยหลักมาจากการลงทุนในเครื่องจักรเครื่องมือที่ขยายตัว +11.5% สอดคล้องกับการนำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมและอุปกรณ์การบินที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าภาคเอกชนเริ่มมีความเชื่อมั่นในการขยายกำลังการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังโตที่ +9.4%
ด้านการส่งออกสินค้าและบริการโตแรงที่ +12.6% โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่พุ่ง +15.5% นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ตรงนี้สะท้อนว่าไทยยังอยู่ใน supply chain โลกของสินค้าเทคโนโลยีได้ค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม การนำเข้าพุ่งถึง +21.1% โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าทุนและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงทองคำที่สะสมเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ดุลการค้าพลิกมาขาดดุลเล็กน้อยที่ 9.6 พันล้านบาท แม้ดุลบริการจะเกินดุล 73.3 พันล้านบาทช่วยพยุงไว้
การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว +3.2% ใกล้เคียงกับ +3.3% ในไตรมาสก่อน ตัวเลขพาดหัวดูเหมือน "แค่ทรงตัว" แต่เมื่อเอาไปอ่านคู่กับข้อมูลสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ จะเห็นภาพที่น่าสนใจกว่านั้นมาก สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลยังคงหดตัวต่อเนื่อง ยอดคงค้างลดลงมาอยู่ที่ 5.24 ล้านล้านบาท สินเชื่อรถยนต์หดตัว -9.2% ยอดคงค้างสินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ก็ยังติดลบ -0.2% ซึ่งทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับ GDP มาเป็นเวลานาน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทุกฝ่ายพูดตรงกันว่าต้องแก้ การที่ผู้บริโภคยังจับจ่ายใช้สอยได้ +3.2% ในขณะเดียวกันก็ทยอยลดภาระหนี้ลง สะท้อนว่าการบริโภคในไตรมาสนี้ขับเคลื่อนด้วย "กำลังซื้อที่แท้จริง" ไม่ใช่ด้วยการกู้ยืมมาใช้ก่อน นี่คือคุณภาพของการเติบโตที่ดีขึ้น หมวดที่เร่งตัวขึ้นก็สอดคล้องกับภาพนี้ สินค้ากึ่งคงทน (เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า) และสินค้าไม่คงทน (อาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน) ขยายตัวเร่งขึ้นทั้งคู่ที่ +3.5% หมวดภัตตาคารและโรงแรมโต +5.0% เร่งจาก +3.2% สะท้อนว่าคนยังออกไปใช้ชีวิต ยังมีกำลังซื้อ เพียงแต่เลือกที่จะไม่ก่อหนี้ก้อนใหญ่เพิ่ม โดยเฉพาะหนี้รถยนต์ที่ผ่อนนาน 5-7 ปี ซึ่งเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่รอบคอบของครัวเรือน ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ
ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเร่งตัวจาก +0.9% มาเป็น +1.8% โดยเฉพาะสาขาเหมืองแร่ที่โต +8.9% ตามการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ และสาขาไฟฟ้าที่กลับมาโต +4.8% หลังหดตัวในช่วงก่อนหน้า กลุ่มอุตสาหกรรมทุนและเทคโนโลยียังโต +4.8% จากคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ แม้จะชะลอจาก +5.2% เล็กน้อยตามการผลิตยานยนต์ที่ยังอ่อน ขณะที่อุตสาหกรรมเบายังหดตัวต่อเนื่องที่ -0.7%
กลุ่มบริการโต +3.6% ต่อเนื่อง แต่มีจุดอ่อนเริ่มปรากฏ นักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาสนี้อยู่ที่ 9.32 ล้านคน ยังหดตัว -2.4% YoY ขณะที่สาขาการเงินและประกันภัยโตดีที่ +3.7% จากค่าธรรมเนียมและประกันสุขภาพ
ภาพรวม GDP +2.8% ถือว่าดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ แต่มีหลายประเด็นที่ต้องจับตา ประเด็นแรกคือ ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกที่โตแรงในไตรมาสนี้อาจมีส่วนของรายการคงค้างที่เกิดก่อนมาตรการภาษีใหม่ ๆ ประเด็นที่สองคือ การนำเข้าที่โตเร็วกว่าส่งออกมาก (+21.1% vs +12.6%) หาก gap นี้ยังคงอยู่ จะกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาท ประเด็นสุดท้ายคือ GDP deflator ที่แทบจะนิ่ง (+0.1%) ขณะที่ CPI ยังติดลบ -0.5% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในสภาวะ "เติบโตแบบไร้เงินเฟ้อ" ซึ่งอาจเป็นข้อสนับสนุนให้ ธปท. มีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หากการบริโภคเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลงจริง
ผลกระทบต่อดัชนี SET50
กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนจากตัวเลขชุดนี้คือ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ที่ขี่คลื่นการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี +15.5% รวมถึง กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ได้แรงหนุนจากค่าธรรมเนียมและปริมาณธุรกรรมทางการเงินที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับสาขาการเงินและประกันภัยที่โต +3.7% และ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ที่สะท้อนจากการลงทุนภาคเอกชน +10.1% และการก่อสร้างโรงงานที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ภาพรวม GDP ไตรมาสนี้ ส่งผลกับดัชนี SET50 ทั้งแง่บวกแง่ลบผสมผสานกันไป เช่น กลุ่มพลังงาน แม้การผลิตน้ำมันดิบและก๊าซจะโตดี แต่กลุ่มค้าปลีกและอาหารที่โตใกล้เคียงกับปีก่อนที่ +3.2% YoY แต่ QoQ ชะลอเหลือ +0.4% บวกกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังต่ำ อาจทำให้ตลาดไม่กล้าซื้อกลุ่มนี้ขึ้นไปมาก กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องระวัง เพราะการก่อสร้างที่อยู่อาศัยภาคเอกชนชะลอลง และพื้นที่อนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยังลดลง ตัวเลข GDP ชุดนี้น่าจะช่วยหนุน sentiment ระยะสั้นของ SET50 ได้ แต่ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนทิศ เพราะ valuation ของตลาดหุ้นไทยจะขึ้นอยู่กับว่าการลงทุนที่โตแรงในไตรมาสนี้จะแปลงเป็นกำไรของบริษัทจดทะเบียนได้เร็วแค่ไหน และแรงส่งจากการส่งออกจะรักษาไว้ได้หรือไม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก
นักลงทุนสามารถลงทุนดัชนี SET50 ได้ผ่าน SET50 Index futures อย่างบนตลาด TFEX เช่น SET50M26 เป็นต้น หากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุน สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)
📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง