ภาพรวมธุรกิจหุ้น CRC ฉบับเข้าใจง่าย
ภาพรวมธุรกิจหุ้น CRC ฉบับเข้าใจง่าย
CRC หรือ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งครบวงจร ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด "แพลตฟอร์มค้าปลีกและค้าส่ง ที่ขายสินค้าหลายประเภท ผ่านร้านหลายรูปแบบ เชื่อมทุกช่องทางเข้าด้วยกัน" ครอบคลุมทั้งประเทศไทยและเวียดนาม ยาวนานกว่า 78 ปี ภายใต้แบรนด์ "เซ็นทรัล" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของค้าปลีกระดับชั้นนำในประเทศไทย และได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใต้ชื่อย่อ CRC
ปี 2025 เซ็นทรัล รีเทล มีจำนวนร้านค้ารวมทั้งสิ้น 3,723 ร้าน มีพื้นที่ขายสุทธิรวมประมาณ 3.74 ล้านตารางเมตร มีพลาซ่ารวม 77 สาขา และพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวมราว 802,742 ตารางเมตร ถือได้ว่าเป็นเครือข่ายค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โครงสร้างรายได้กลุ่มธุรกิจ 4 กลุ่ม
กลุ่มแรกคือ "กลุ่มค้าปลีก-ซุปเปอร์มาร์เก็ต" ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งสินค้าอุปโภคบริโภค เน้นการจำหน่ายสินค้าที่พบเห็นได้ทั่วไปตามร้านค้าปลีก ศูนย์ค้าส่ง และวัตถุดิบอาหาร ภายใต้แบรนด์ที่หลากหลาย ได้แก่ Tops Supermarket, Tops Food Hall, Tops daily, Tops Care, go! (ในเวียดนาม), GO Wholesale (ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร), Tops market, Matsukiyo (เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพจากญี่ปุ่น), ลานชี มาร์ค รวมถึง FamilyMart และ Tops Vita นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงสินค้าในกลุ่มดูแลสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีก เช่น Tops แคร์ และ Tops วีต้า กลุ่มฟู้ดนี้สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 44% ของรายได้รวมในปี 2025
กลุ่มที่สองคือ "ค้าปลีก-สินค้าคงทน" เน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ ได้แก่ ไทวัสดุ, BnB home, AUTO1, Power Buy, OfficeMate, B2S, meb (แพลตฟอร์มอีบุ๊ก), และ Nguyen Kim (เครือข่ายค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ในเวียดนาม) กลุ่มฮาร์ดไลน์สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33% ของรายได้รวม
กลุ่มที่สามคือ "กลุ่มแฟชั่น" ซึ่งเป็นศูนย์การแห่งไลฟ์สไตล์ เน้นจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ระดับสากล ผ่านห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างโรบินสัน, ซูเปอร์สปอร์ต, CMG (Central Marketing Group) และ Brandshop ต่าง ๆ อีกมากมาย บริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น Polo Ralph Lauren, Calvin Klein, Fila, Crocs, Casio, Guess, Sanrio, Smiggle, Vivienne Westwood, Sandro, Kenzo และ Wrangler เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเตในอิตาลีออกไปเรียบร้อยแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2025 กลุ่มแฟชั่นสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของรายได้รวม แม้จะมีสัดส่วนรายได้น้อยที่สุดใน 3 กลุ่มหลัก แต่กลับทำ Core EBITDA ได้มากที่สุดถึง 43% ของ Core EBITDA รวม สะท้อนมาร์จิ้นที่หนากว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน
กลุ่มที่สี่คือ "กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้" ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งการใช้ชีวิต มุ่งเน้นการบริหารพื้นที่เช่าสำหรับร้านค้าของบริษัทเอง รวมถึงร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก ภายใต้แบรนด์ Robinson Lifestyle (Eat · Shop · Play), Tops Plaza, บิ๊กซี/GO! ในเวียดนาม และพลาซ่าอื่น ๆ ในประเทศไทย กลุ่มนี้ทำหน้าที่เสมือน "เจ้าของที่ดิน" ที่สร้างรายได้จากค่าเช่าพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ
โครงสร้างรายได้ — เมื่อมองจากมุมภูมิศาสตร์และช่องทาง
เมื่อแบ่งตามภูมิศาสตร์ ประเทศไทยเป็นตลาดหลักสร้างรายได้ประมาณ 80% ของทั้งหมด ในขณะที่เวียดนามคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ส่วนยอดขายเมื่อจำแนกตามประเทศ ไทยมียอดขาย 174,645 ล้านบาท (74.9%) และเวียดนาม 44,144 ล้านบาท (18.9%) ที่เหลือเป็นส่วนของอิตาลี (การดำเนินงานที่ยกเลิก) 14,258 ล้านบาท (6.1%)
เมื่อมองจากมุมช่องทางการจำหน่ายหน้าร้านยังคงเป็นหัวใจหลักสร้างรายได้ถึง 91% ในขณะที่ช่องทางออนไลน์คิดเป็น 9% สะท้อนว่าร้านค้ากายภาพยังคงมีบทบาทสำคัญยิ่งในธุรกิจค้าปลีก แม้บริษัทจะผลักดันช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012 ก็ตาม
ความสัมพันธ์กับกลุ่มเซ็นทรัลและพันธมิตร
เซ็นทรัล รีเทล ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเซ็นทรัล ผ่านบริษัท ห้างเซ็นทรัลดีพาทเมนท์สโตร์ (HCDS) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ อีกทั้งยังทำงานร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเซ็นทรัล ทำให้มีข้อได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้งและการเข้าถึงลูกค้า บริษัทยังเป็นเจ้าของโปรแกรมสิทธิพิเศษ The 1 ซึ่งมีสมาชิกเติบโตจาก 13 ล้านรายในปี 2017 เป็นประมาณ 23 ล้านรายในปี 2025 ถือเป็น Loyalty Platform ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
นอกจากนี้ บริษัทยังมีคู่ค้ามากกว่า 20,000 ราย ไม่มีคู่ค้ารายใดที่จำหน่ายสินค้าให้บริษัทคิดเป็นสัดส่วนเกินกว่า 10% ของมูลค่ายอดซื้อรวม ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายและการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ หุ้น CRC ยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตลาด TFEX โดยลงทุนผ่าน Single Stock Futures โดยมีให้เลือกหลายซี่รี่ โดยแต่ละซี่รี่จะมีอายุต่างกัน เช่น CRCM26 หรือ CRCU26 เป็นต้น นักลงทุนจะใช้เงินน้อยกว่าในการลงทุนผ่าน Single Stock Futures และสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเกี่ยวกับสัญญา Futures บนหุ้น CRC และหุ้นอื่นๆได้บนเว็บหน้าเว็บบริษัท YLG Futures ของเราให้หัวข้อ “บทวิเคราะห์” URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
และหากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุนบนสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)
📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง