ทรัมป์บอกว่า “ชอบเงินเฟ้อ” แต่ตลาดกำลังจับตาหนี้สหรัฐ 39 ล้านล้านดอลลาร์
สรุปประเด็นสำคัญ
- ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดการเงินโลก หลังกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “I love the inflation” ภายหลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่เร่งตัวขึ้นสู่2% YoY จาก 3.8% YoY ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เมษายน 2023
- เงินเฟ้อรอบล่าสุดได้รับแรงขับเคลื่อนจากราคาพลังงานเป็นหลัก โดยข้อมูลรายงานข่าวระบุว่าราคาพลังงานเพิ่มขึ้น5% YoY ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินเร่งขึ้น 40.5% YoY สะท้อนผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- หนี้สาธารณะสหรัฐอยู่ราว 24 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ทุกการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
- สำหรับนักลงทุนไทย ความเคลื่อนไหวของดอลลาร์ ราคาน้ำมัน และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาท ราคาทองคำ และสัญญา USD Futures ในตลาด TFEX
ในภาวะปกติ เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นคือสัญญาณที่นักการเมืองพยายามหลีกเลี่ยง เพราะมันหมายถึงค่าครองชีพที่แพงขึ้น กำลังซื้อของประชาชนที่ถดถอย และแรงกดดันต่อฐานเสียงเลือกตั้ง แต่เมื่อวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2026 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับพลิกตรรกะดังกล่าวจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อผู้สื่อข่าวถามในทำเนียบขาวว่าเขากังวลต่อตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดหรือไม่ คำตอบที่ได้กลายเป็นพาดหัวข่าวทั่วโลกทันทีว่า “I love the inflation” โดย Reuters รายงานว่าทรัมป์ยังย้ำความเชื่อว่าราคาสินค้าจะปรับลดลงเมื่อสงครามอิหร่านยุติลง
ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น สหรัฐเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ Consumer Price Index (CPI) เดือนพฤษภาคม 2026 ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.2% YoY จาก 3.8% YoY ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เมษายน 2023 และถือเป็นการเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ราคาพลังงานกลับมาเป็นแรงกดดันสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ตัวเลขรายเดือนเพิ่มขึ้น 0.5% MoM ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ปฏิกิริยาของตลาดไม่ได้รุนแรงจากการ “ผิดคาด” ของตัวเลข แต่เกิดจากคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า เงินเฟ้อรอบนี้จะอยู่สูงนานเพียงใด และ FED จะมีพื้นที่มากแค่ไหนในการลดดอกเบี้ยภายใต้แรงกดดันทางการเมือง
สงครามพลังงานในช่องแคบฮอร์มุซ กับราคาที่ทุกคนจ่ายอยู่
เบื้องหลังตัวเลข CPI ที่พุ่งขึ้น หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่พลังงาน ราคาพลังงานโดยรวมเร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินและเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นแรงตามความเสี่ยงด้านอุปทานจากตะวันออกกลาง โดยรายงานข่าวระบุว่าแรงกดดันจากพลังงานเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อรอบนี้ และมีส่วนสำคัญต่อการปรับขึ้นของ CPI รายเดือน
ทั้งหมดนี้มีรากฐานจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้ง หลังอิหร่านยิงเฮลิคอปเตอร์ Apache ของสหรัฐใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ และทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่อง โดยรายงานว่าสหรัฐโจมตีเป้าหมายด้านระบบสื่อสาร ระบบเฝ้าระวัง และระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน ขณะที่ทรัมป์เตือนว่าสหรัฐพร้อมกลับมาโจมตีหนักขึ้น หากเตหะรานไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันและก๊าซจำนวนมากจากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลก เมื่อความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันจึงตอบสนองทันที และส่งผลต่อเงินเฟ้อผ่านต้นทุนขนส่ง ต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตในวงกว้าง ภาวะลักษณะนี้เรียกว่า Cost-Push Inflation หรือเงินเฟ้อจากต้นทุน ซึ่งแตกต่างจากเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์ร้อนแรงเกินไป เพราะการขึ้นดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ต้นเหตุด้านอุปทานพลังงานได้โดยตรง
ทำไมทรัมป์จึง “รัก” เงินเฟ้อที่มาจากสงคราม
คำอธิบายของทรัมป์ฟังดูผิดปกติในเชิงการเมืองกระแสหลัก แต่มีตรรกะเชิงยุทธศาสตร์รองรับอยู่ เขามองว่าเงินเฟ้อรอบนี้เป็นผลชั่วคราวจากความตึงเครียดด้านพลังงาน และเมื่อสงครามยุติลง ราคาน้ำมันจะปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ดึงเงินเฟ้อให้ชะลอตาม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ฝ่ายบริหารกำลังวางกรอบว่าเงินเฟ้อที่เห็นอยู่ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป แต่เป็นแรงกระแทกจากภายนอกที่มีโอกาสคลี่คลายได้หากภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนทิศ
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินมองภาพนี้ด้วยความระมัดระวังกว่า เพราะหากราคาพลังงานยืนสูงต่อเนื่องสองถึงสามไตรมาส ต้นทุนนั้นจะค่อย ๆ ซึมผ่านไปสู่ค่าขนส่ง ค่าวัตถุดิบ และราคาสินค้าในวงกว้าง จนดันให้เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่รวมพลังงานและอาหาร เร่งตัวขึ้นตามมา ตรงนี้คือหัวใจของความแตกต่างระหว่าง Headline Inflation ที่สะท้อนราคาพลังงานโดยตรง กับ Core Inflation ที่ธนาคารกลางใช้วัดแรงกดดันด้านราคาในระยะยาว
ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ตลาดไม่ได้ตีความ "I love the inflation" ตามตัวอักษร แต่อ่านว่าเป็นการวางกรอบทางการเมืองเพื่อส่งสัญญาณว่า Fed ไม่ควรตอบสนองต่อเงินเฟ้อจากพลังงานมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐต้องแบกทั้งต้นทุนการกู้ยืมสูง ความขัดแย้งทางทหาร และภาระทางการคลังที่ขยายตัวพร้อมกัน
หนี้ 39 ล้านล้านดอลลาร์ กับภาระที่ใหญ่กว่าเศรษฐกิจไทยหลายสิบเท่า
แม้เงินเฟ้อจะเป็นหัวข่าว แต่ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกำลังจับตาประเด็นที่ใหญ่กว่า นั่นคือภาระหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐ ข้อมูลที่อ้างอิงจาก U.S. Treasury ระบุว่ายอดหนี้รัฐบาลกลางอยู่ราว 39.24 ล้านล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2026 หรืออยู่ในกรอบใกล้ 39–40 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้ทุกการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยส่งผลต่อภาระการคลังอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อให้เห็นขนาดของตัวเลขดังกล่าวในมุมที่ผู้อ่านไทยเข้าใจง่ายขึ้น หากเทียบกับ GDP ของประเทศไทยซึ่งอยู่ราว 5.77 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 หรือประมาณ 5.80 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 ตามกรอบประมาณการเศรษฐกิจ(ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)) หนี้สาธารณะสหรัฐมีขนาดใหญ่กว่าขนาดเศรษฐกิจไทยประมาณ 58–68 เท่า ขึ้นอยู่กับปีฐานและแหล่งประมาณการที่ใช้เปรียบเทียบ
ดังนั้นสิ่งที่กดดันตลาดยิ่งกว่าตัวเลขหนี้ คือ ต้นทุนดอกเบี้ย เพราะรายงานว่าในเดือนพฤษภาคม 2026 ดอกเบี้ยหนี้ของกระทรวงการคลังสหรัฐเพิ่มขึ้น 44% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 133,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดขาดดุลงบประมาณสะสมในปีงบประมาณ 2026 ถึงเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 1.246 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน Reuters ยังรายงานว่าภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลกลางสหรัฐมีแนวโน้มสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณนี้ ซึ่งสะท้อนว่าดอกเบี้ยสูงไม่ใช่เพียงปัญหาของภาคเอกชน แต่เป็นต้นทุนโดยตรงของรัฐบาลกลางด้วย
ธนาคารกลางสหรัฐภายใต้ เควิน วอช
กลไกที่นักลงทุนจับตาที่สุดในขณะนี้ คือธนาคารกลางสหรัฐจะตอบสนองอย่างไรต่อเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัว ท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการเห็นดอกเบี้ยลดลง Reuters รายงานว่า IMF ได้เตือนให้ FED ดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง เนื่องจากความเสี่ยงเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงจากราคาพลังงานและผลกระทบของต้นทุนภาษีนำเข้า ขณะที่การประชุม FOMC วันที่ 16–17 มิถุนายน 2026 จะเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้ประธาน FED คนใหม่ เควิน วอช
ความท้าทายของ FED จึงไม่ได้อยู่แค่การเลือกว่าจะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย แต่คือการรักษาความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางในช่วงที่แรงกดดันจากฝ่ายการเมืองเพิ่มขึ้น หาก FED ผ่อนคลายนโยบายเร็วเกินไป ตลาดอาจกังวลว่าเงินเฟ้อจะฝังตัว แต่หาก FED คงดอกเบี้ยสูงนานเกินไป ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลและต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนอาจกดดันเศรษฐกิจมากขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ตลาดจึงให้น้ำหนักกับถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED และข้อมูลเศรษฐกิจชุดถัดไปอย่าง PPI และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยบอกว่าเงินเฟ้อรอบนี้ยังจำกัดอยู่ในพลังงาน หรือเริ่มส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจวงกว้างแล้ว
ภาพใหญ่ที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม
สำหรับนักลงทุนในตลาด TFEX ที่ติดตามสัญญา USD Futures ภาพนี้สะท้อนว่าค่าเงินดอลลาร์ในช่วงนี้ไม่ได้เดินทางทิศเดียว และความผันผวนของ USD/THB ยังคงเป็นตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะค่าเงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวจากปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ตอบสนองต่อดอกเบี้ยสหรัฐ Bond Yield ราคาน้ำมัน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ด้วย
ทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 สงครามที่ปะทุขึ้นในตะวันออกกลางกลายเป็นตัวเร่งที่ส่งแรงสั่นสะเทือนผ่านราคาพลังงานเข้าสู่เงินเฟ้อ จากนั้นกระทบต่อการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของ FED และส่งผลต่อกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ ค่าเงินดอลลาร์ และค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาทไทย
สำหรับนักลงทุนที่ติดตามตลาด TFEX ตัวแปรเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับดอลลาร์และพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น Gold Online Futures, Mini Gold Online Futures, USD Futures หรือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งทุกจังหวะของข่าวภูมิรัฐศาสตร์สามารถสร้างความผันผวนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของค่าเงิน พลังงาน และโลหะมีค่า แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล
นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น Mini Gold Online Futures, Gold Online Futures, USD Futures หรือดัชนีหุ้น พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5
สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับระบบการเงินโลก เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจมหภาคเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
Sources: Reuters, AP, U.S. Bureau of Labor Statistics (BLS), U.S. Treasury Fiscal Data, Congressional Budget Office (CBO), IMF, CME Group, TFEX
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ, ผู้ช่วยนักวิเคราะห์)