คลื่นการลงทุน Data Center ในไทย เมื่อนิคมอุตสาหกรรมกลายเป็นด่านหน้ารับเม็ดเงิน AI
บทความ: คลื่นการลงทุน Data Center ในไทย เมื่อนิคมอุตสาหกรรมกลายเป็นด่านหน้ารับเม็ดเงิน AI
ภาพใหญ่: ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของ Hyperscaler
ในรอบสองปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลที่ปรากฏ ตลอดปี 2025 ไทยมีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน Data Center รวม 36 โครงการ มูลค่ากว่า 728,000 ล้านบาท โดยกระจุกตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตัวเลขนี้สะท้อนการก้าวกระโดดอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับ ครึ่งแรกของปี 2025 ที่ไทยดึงดูดเงินลงทุน Data Center ได้ 16.1 พันล้านดอลลาร์จาก 28 โครงการ ซึ่งเพิ่มขึ้น 20 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังคือกระแสการลงทุน AI ระดับโลกที่กำลังเร่งตัว สถาบันวิจัยต่างประเทศประเมินว่า ในปี 2026 อัตราการเติบโตของ Data Center จะยังพุ่งสูงกว่า 50% ทำให้มูลค่าการลงทุนรวมทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 เร็วกว่าที่เคยคาดไว้ว่าจะถึงในปี 2029 โดยกลุ่ม Hyperscaler รายใหญ่อย่าง Amazon, Google, Meta และ Microsoft มีการลงทุนด้าน Data Center เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 76% และยังไม่มีท่าทีชะลอตัว
สำหรับไทยโดยเฉพาะ จุดเริ่มต้นปี 2026 ตอกย้ำภาพนี้ชัดเจน เมื่อ BOI อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ในนัดแรกของปี ประกอบด้วย True IDC 3 โครงการมูลค่า 45,304 ล้านบาท และ GSA Data Center 05 (ร่วมทุน Gulf–Singtel–AIS) 2 โครงการ มูลค่า 37,202 ล้านบาท ที่ระยองและสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 120 เมกะวัตต์
ประเทศไทยมีจุดแข็งเชิงโครงสร้าง, ทำเลศูนย์กลางภูมิภาคที่เชื่อม CLMV ได้, ความเสี่ยงภัยพิบัติต่ำ, นโยบายรัฐที่เอื้อ และต้นทุนที่ยังแข่งขันได้ ที่สำคัญคือ กำลังให้บริการ Data Center ของไทยอยู่ที่เพียง 0.7 เมกะวัตต์ต่อประชากร ขณะที่ค่าเฉลี่ยอาเซียนอยู่ที่ 5.0 เมกะวัตต์ ช่องว่างนี้เองที่ทำให้หลายฝ่ายมองธุรกิจดังกล่าวเป็น S-Curve ใหม่ของประเทศ
ห่วงโซ่คุณค่า: ใครได้ประโยชน์อย่างไร
กระแส Data Center มิได้ส่งผลต่อหุ้นกลุ่มเดียว แต่กระจายตามห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ขายที่ดิน (นิคมฯ) ไปจนถึงผู้จัดหาพลังงานและระบบไฟฟ้า ทำให้ AMATA, WHA, GULF และ GUNKUL ต่างยืนอยู่คนละจุดของห่วงโซ่ แต่ได้อานิสงส์ร่วมกัน
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA): เจ้าของที่ดินรับดีมานด์โดยตรง
นิคมฯ คือผู้ได้ประโยชน์ลำดับแรก เพราะ Data Center ต้องการที่ดินขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่มีสาธารณูปโภคพร้อม สำหรับ WHA นักวิเคราะห์ ให้ราคาเป้าหมาย 5.70 บาท โดยคาดว่ายอด Presale จากลูกค้ากลุ่ม Data Center ปีนี้จะอยู่ราว 1,100 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของยอดขายที่ดินทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับที่สูงและสะท้อนการพึ่งพิงดีมานด์กลุ่มนี้อย่างมีนัยสำคัญ
ส่วน AMATA มียอดขายที่ดินใหม่ 106 ไร่ในไตรมาส 1/26 ซึ่งทั้งหมดมาจากผู้ให้บริการ Data Center โดยคาดว่ายอดขายที่ดินให้ DC จะเพิ่มจาก 116 ไร่ในปี 2025 เป็น 230 ไร่ในปี 2026 และมีสัดส่วนเพิ่มจาก 9.4% เป็น 19.6% จะเห็นว่า AMATA พึ่งพิง DC ในสัดส่วนต่ำกว่า WHA สะท้อนฐานลูกค้าที่กระจายตัวมากกว่า ทั้งกลุ่มห่วงโซ่ EV, อิเล็กทรอนิกส์ และ F&B
กลุ่มพลังงานและระบบไฟฟ้า (GULF, GUNKUL): ขายไฟและรับงานโครงสร้างพื้นฐาน
Data Center เป็นธุรกิจที่ "กินไฟ" มหาศาล ทำให้กลุ่มพลังงานได้ประโยชน์สองทาง ทั้งการขายไฟฟ้าและการรับงานก่อสร้างระบบ GULF โดดเด่นที่สุดเพราะลงไปเล่นเองในธุรกิจ Data Center โดยตรง ผ่านการร่วมทุน GSA (Gulf–Singtel–AIS) และความร่วมมือกับ Google ล่าสุด เมื่อ 8 พ.ค. 2026 GULF จัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ GEDC02 เพื่อพัฒนาธุรกิจศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ เพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่ 3 โครงการ ทำให้ GULF เปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตไฟฟ้าธรรมดา มาเป็นผู้เล่นในธุรกิจดิจิทัลเต็มตัว
ส่วน GUNKUL ได้ประโยชน์ผ่านงานวิศวกรรม (EPC) ระบบสายส่ง และการขายไฟพลังงานสะอาด โดยมองว่าในระยะยาว GUNKUL ยังเติบโตได้จากอุตสาหกรรม Data Center ที่มีโครงการอนุมัติ BOI แล้วราว 3,000 เมกะวัตต์ และยังมีโครงการรออนุมัติอีกราว 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะหนุนรายได้ EPC และรายได้ขายไฟในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าชัดเจนว่า ปี 26 จะผลักดันรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงานเติบโต 10-15% ภายใต้แผนลงทุน 3 ปี มูลค่า 39,000 ล้านบาท พร้อมจ่อปิดดีลโครงการ Data Center ในไทยภายในครึ่งปีแรก
นอกจากนี้ หุ้นที่กล่าวมานั้น อาทิ AMATA, WHA, GULF หรือ GUNKUL ยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตลาด TFEX โดยลงทุนผ่าน Single Stock Futures โดยมีให้เลือกหลายซี่รี่ โดยแต่ละซี่รี่จะมีอายุต่างกัน เช่น WHAM26 หรือ AMATAU26 เป็นต้น นักลงทุนจะใช้เงินน้อยกว่าในการลงทุนผ่าน Single Stock Futures และสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเกี่ยวกับสัญญา Futures บนหุ้นต่างๆ ได้บนเว็บหน้าเว็บบริษัท YLG Futures ของเราให้หัวข้อ “บทวิเคราะห์” URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
และหากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุนบนสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)
📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง