เจาะลึกหุ้น TISCO: บริษัทลงทุนทางการเงินที่เลือก "คุณภาพ" มากกว่า "ปริมาณ"
บทความการลงทุน: เจาะลึกหุ้น TISCO: บริษัทลงทุนทางการเงินที่เลือก "คุณภาพ" มากกว่า "ปริมาณ"
จุดเริ่มต้นจากบริษัทเงินทุนแห่งแรกของไทย
เรื่องราวของ TISCO เริ่มต้นในปี 1969 เมื่อบริษัทถือกำเนิดขึ้นในฐานะ บริษัทเงินทุนแห่งแรกของประเทศไทย โดยมี Bankers Trust New York ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เจตนารมณ์ตั้งต้นคือการทำหน้าที่เป็น "วาณิชธนกิจ" แบบที่มีในต่างประเทศ เพื่อตอบสนองเศรษฐกิจไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในยุคนั้น ชื่อ TISCO เองก็มาจากคำย่อของ Thai Investment and Securities Company
เส้นทางของบริษัทผูกพันกับพัฒนาการของตลาดทุนไทยอย่างแนบแน่น TISCO เป็นบริษัทแรกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์จากกระทรวงการคลังในปี 1973 และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก่อนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯปี 1983 ต่อมาในปี 2005 บริษัทได้ยกสถานะเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบภายใต้ชื่อ "ธนาคารทิสโก้" และในปี 2009 ก็ปรับโครงสร้างเป็นรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง โดยจัดตั้ง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขึ้นเป็นบริษัทแม่แทนธนาคาร ตามเกณฑ์การกำกับดูแลแบบรวมกลุ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย
ปรัชญาธุรกิจ บริษัทประกาศชัดว่าไม่แข่งขันด้านราคา แต่ใช้คุณภาพการบริการและการบริหารความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือแข่งขัน นี่คือกลยุทธ์ของผู้เล่นที่เน้นคุณค่าของสินค้าและบริการมากกว่าการไล่ส่วนแบ่งตลาดด้วยการตัดราคา ซึ่งสะท้อนใน Loan Spread ที่กว้างถึง 5.39% และ NIM ที่ 4.82% สูงกว่าธนาคารใหญ่หลายแห่ง
โครงสร้างธุรกิจ: 2 ธุรกิจหลักของในกลุ่มกิจการ
- ธุรกิจแรกคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์และสินเชื่อ นำโดยธนาคารทิสโก้ (ถือหุ้น 99.99%) พร้อมบริษัทลูกอย่างไฮเวย์และทิสโก้โตเกียวลีสซิ่งที่ทำสินเชื่อเช่าซื้อ รวมถึงทิสโก้อินชัวรันส์โซลูชั่นที่เป็นนายหน้าประกันภัย
- ธุรกิจที่สองคือ กลุ่มธุรกิจตลาดทุน ประกอบด้วยบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ ที่ครองอันดับ 1 ในตลาดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไทยมาอย่างยาวนาน
โครงสร้างรายได้: รายได้ดอกเบี้ยคือเสาหลัก
เมื่อมองที่ตัวเลขปี 2025 รายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 19,655 ล้านบาท เติบโต 2.2% จากปีก่อน องค์ประกอบของรายได้แบ่งเป็นสองส่วนชัดเจน รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ เป็นเสาหลักที่คิดเป็นสัดส่วนราว 68.7% ของรายได้รวม อยู่ที่ 13,502 ล้านบาท แต่ปีนี้หดตัวเล็กน้อย 0.5% เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายถึง 4 ครั้ง จาก 2.25% ลงมาที่ 1.25% บวกกับการลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางในโครงการช่วยเหลือต่างๆ
ส่วนที่น่าสนใจคือ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งเติบโตได้ถึง 8.8% มาอยู่ที่ 6,153 ล้านบาท นี่คือจุดที่สะท้อนความหลากหลายของกลุ่มทิสโก้ โดยรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์โตเด่นถึง 10.9% หนุนจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ขยายตามการปล่อยสินเชื่อใหม่ ขณะที่ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนก็โต 8.8% อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักทรัพย์กลับอ่อนตัว รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหุ้นลดลง 10.9% ตามปริมาณการซื้อขายในตลาดที่ซบเซา และธุรกิจวาณิชธนกิจหดตัวรุนแรงถึง 74.1% สะท้อนภาวะตลาดทุนไทยที่ดัชนีปิดสิ้นปีร่วงลง 10%
หากเจาะลึกพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งรวมอยู่ที่ 235,779 ล้านบาท จะเห็นว่า สินเชื่อรายย่อยคือหัวใจ คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด โดยมีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ราว 63.6% และสินเชื่อจำนำทะเบียน (สมหวัง เงินสั่งได้) อีก 26.8% นี่คือธุรกิจที่ทิสโก้มีความเชี่ยวชาญสูง
ผลประกอบการและฐานะการเงิน: กำไรลดลง แต่รากฐานยังแกร่ง
กำไรสุทธิปี 2025 อยู่ที่ 6,658.90 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปีก่อน สาเหตุหลักไม่ได้มาจากธุรกิจที่อ่อนแอ แต่มาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ซึ่งเป็นการตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติเพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ จุดนี้สำคัญมากในเชิงการวิเคราะห์ เพราะรายได้จากการดำเนินงานจริงๆ ยังเติบโต การที่กำไรลดลงเป็นการตัดสินใจเชิงป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่สัญญาณว่าธุรกิจกำลังถดถอย
สิ่งที่บ่งบอกถึงคุณภาพของบริษัทคือชุดตัวเลขฐานะการเงิน อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 15.4% ซึ่งแม้จะลดจาก 16.1% ในปีก่อน แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงสำหรับสถาบันการเงิน ที่โดดเด่นกว่านั้นคืออัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ของธนาคารทิสโก้ที่สูงถึง 20.5% เทียบกับเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เพียง 11% สะท้อนความสามารถในการรองรับวิกฤต ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 2.28% พร้อมระดับการตั้งสำรองต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) ที่สูงถึง 172.1% นอกจากนี้ ในเดือนเมษายน 2025 ทริส เรทติ้ง ยังได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตจาก A- เป็น A ด้วยแนวโน้มคงที่
จุดเด่นในเชิงการลงทุนที่ชัดเจนที่สุดคือ นโยบายเงินปันผล อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ปี 2025 สูงถึง 93.2% เพิ่มจาก 89.9% ในปีก่อน นี่ทำให้ TISCO ถูกจัดเป็นหุ้นกลุ่ม "ปันผลสูง" ที่นักลงทุนมองหากระแสเงินสดสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ หุ้น TISCO ยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตลาด TFEX โดยลงทุนผ่าน Single Stock Futures โดยมีให้เลือกหลายซี่รี่ โดยแต่ละซี่รี่จะมีอายุต่างกัน เช่น TISCOM26 หรือ TISCOU26 เป็นต้น นักลงทุนจะใช้เงินน้อยกว่าในการลงทุนผ่าน Single Stock Futures และสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเกี่ยวกับสัญญา Futures บนหุ้น TISCO และหุ้นอื่นๆได้บนเว็บหน้าเว็บบริษัท YLG Futures ของเราให้หัวข้อ “บทวิเคราะห์” URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
และหากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุนบนสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)
📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง