กนง. 24 มิ.ย. : ทำไมเงินเฟ้อกลับมา แต่ดอกเบี้ยไทยยังไม่ขยับ
สรุปประเด็นสำคัญ
- การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นนัดที่ 3 ของปี และเป็น นัดแรกของปี 2569 ที่มีกรรมการครบ 7 คน หลังเก้าอี้ว่างลงสองครั้งในช่วงต้นปี โดยมี วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เป็นประธาน
- ทุกสำนักวิจัยหลักมีฉันทามติตรงกันว่า กนง. จะ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2565 และมีแนวโน้มคงตลอดทั้งปี
- หัวใจของการตัดสินใจคือ เงินเฟ้อที่กลับมาเป็นบวกเป็นเงินเฟ้อจากต้นทุน (Supply-driven) ไม่ใช่จากอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งเป็นประเภทที่ "การขึ้นดอกเบี้ยแก้ไม่ได้" และจะยิ่งซ้ำเติมกำลังซื้อ
- เงินเฟ้อทั่วไปเดือน พ.ค. 2569 อยู่ที่ +2.79% YoY ชะลอลงจาก +2.89% และต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ เงินเฟ้อพื้นฐานยังต่ำมากที่ +0.92% สะท้อนว่าแรงกดดันแทบทั้งหมดมาจากพลังงาน ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ร้อนแรง
- เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัว +2.8% สูงกว่าคาด โดยมี การลงทุนรวมที่พุ่ง 9.9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส เป็นพระเอก ทำให้ กนง. ไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ยเพิ่ม
- ปัจจัยภายนอกบีบช่องว่างเชิงนโยบาย ทั้ง FED ที่เพิ่งส่งสัญญาณ Hawkish (จำกัดการลดดอกเบี้ยสวนทาง) ราคาพลังงานจากสงคราม และความเสี่ยงภาษีการค้าสหรัฐภายใต้มาตรา 122 และ 301
ในการประชุมนโยบายการเงินโดยทั่วไป ความสนใจของตลาดมักอยู่ที่ทิศทางการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 มีความน่าสนใจในอีกมิติหนึ่ง เนื่องจากนักวิเคราะห์และสำนักวิจัยส่วนใหญ่มีมุมมองสอดคล้องกันว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00%
ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่ตลาดให้ความสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่ผลการตัดสินใจเชิงตัวเลข หากแต่อยู่ที่การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
แม้เงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่แรงกดดันด้านราคาส่วนใหญ่ยังมีที่มาจากต้นทุนพลังงาน ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างร้อนแรง ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงินต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการดูแลเสถียรภาพด้านราคาและการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
การประชุมครบองค์ประชุมครั้งแรกของปี
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุม กนง. ครั้งแรกของปี 2569 ที่มีกรรมการครบทั้ง 7 คน ภายหลังการแต่งตั้งกรรมการใหม่เข้ามาทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงในช่วงก่อนหน้า
การประชุมดังกล่าวอยู่ภายใต้การนำของ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งได้แสดงจุดยืนในการดำเนินนโยบายการเงินควบคู่กับมาตรการเฉพาะจุด (Targeted Measures) เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและกลุ่มลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า ธปท. ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือเชิงโครงสร้างและมาตรการเฉพาะด้าน ควบคู่กับนโยบายอัตราดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง เงินเฟ้อเร่งตัว แต่แรงกดดันส่วนใหญ่ยังมาจากภาคพลังงาน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ กนง. ใช้ประกอบการตัดสินใจคือทิศทางเงินเฟ้อ
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (Headline CPI) เดือนพฤษภาคม 2569 ขยายตัว 2.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงเล็กน้อยจากระดับ 2.89% ในเดือนเมษายน และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งหักผลกระทบจากหมวดอาหารสดและพลังงาน อยู่ที่เพียง 0.92% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับจำกัด
ช่องว่างระหว่างเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าในปัจจุบันมีสาเหตุหลักจากต้นทุนด้านพลังงาน มากกว่าการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ภาวะดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่ม Cost-Push Inflation หรือเงินเฟ้อจากด้านต้นทุน ซึ่งแตกต่างจากเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation) และโดยทั่วไปถือเป็นประเภทของเงินเฟ้อที่การใช้นโยบายดอกเบี้ยมีประสิทธิภาพในการจัดการค่อนข้างจำกัด
เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คือการที่เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ในระดับที่ดีกว่าคาด
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจาก 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคการลงทุน โดยการลงทุนรวมขยายตัวถึง 9.9% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 10.1%
พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก แต่ภาคการลงทุนยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และลดความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติมในระยะสั้น
ภาคการค้าระหว่างประเทศสะท้อนผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน
แม้มูลค่าการส่งออกเดือนเมษายน 2569 จะขยายตัว 23.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 แต่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นถึง 45.0% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูงถึง 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม การขาดดุลดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงการอ่อนแอของภาคการส่งออก หากแต่เป็นผลจากการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามการปรับตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลก
ดังนั้น ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันจึงสะท้อนผลกระทบของราคาพลังงานต่อดุลการค้า มากกว่าการชะลอตัวของภาคการผลิตหรือภาคการส่งออก
แรงกดดันจากต่างประเทศยังจำกัดทางเลือกของ กนง.
นอกจากปัจจัยภายในประเทศแล้ว การดำเนินนโยบายการเงินของไทยยังได้รับอิทธิพลจากสภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ล่าสุด ที่แม้จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ย แต่ Dot Plot ได้สะท้อนมุมมองที่มีลักษณะ Hawkish มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของสหรัฐในระยะข้างหน้า
ภายใต้บริบทดังกล่าว ช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินของไทยจึงมีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากการลดดอกเบี้ยสวนทางกับ FED อาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และนโยบายการค้าของสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของปี
การคงดอกเบี้ยสะท้อนการรักษาสมดุลเชิงนโยบาย
เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในปัจจุบัน เหตุผลของการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% จึงมีความชัดเจนมากขึ้น
ประการแรก เงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นมีสาเหตุหลักจากต้นทุนพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยด้านอุปทานที่นโยบายดอกเบี้ยมีประสิทธิภาพในการจัดการค่อนข้างจำกัด
ประการที่สอง เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้จากแรงสนับสนุนของภาคการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ จึงยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม
ประการสุดท้าย พื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) มีจำกัด ขณะที่ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกยังอยู่ในระดับสูง
ด้วยเหตุนี้ การคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงไม่ใช่การชะลอการดำเนินนโยบาย แต่เป็นการรักษาสมดุลระหว่างการดูแลเสถียรภาพด้านราคา การสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการรักษาความยืดหยุ่นเชิงนโยบายเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า
สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของนโยบายการเงิน ค่าเงิน และโลหะมีค่า แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล
นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น Mini Gold Online Futures, Gold Online Futures, USD Futures หรือดัชนีหุ้น พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5
สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน และตลาดการเงินเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
Sources: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, วิจัยกรุงศรี, SCB EIC, ThaiPublica, อินโฟเควสท์, The Standard, Reuters, Trading Economics
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ)