ERW รับสามแรงหนุน Q4 : มาตรการรัฐ-ประชุม IMF/World Bank-คอนเสิร์ตใหญ่ บรรจบในไตรมาสเดียว
สรุปประเด็นสำคัญ
- หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก โดยราคาหุ้น ERW (บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป) ปรับตัวขึ้นแรงกว่า 6% สู่ระดับ 06 บาท ขานรับข่าวภาครัฐเตรียมรื้อฟื้นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ
- จุดที่ทำให้ ERW น่าสนใจเป็นกรณีศึกษา คือเป็นหุ้นโรงแรมที่ พึ่งพารายได้จากตลาดในประเทศมากที่สุดในกลุ่ม (สัดส่วนราว 86%) จึงผูกกับการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยและมาตรการในประเทศโดยตรง
- ไตรมาส 4 ปี 2569 กำลังกลายเป็นจุดบรรจบของ สามแรงหนุน พร้อมกัน ได้แก่ มาตรการ Co-payment กระตุ้นท่องเที่ยว การประชุมประจำปี IMF/World Bank ที่กรุงเทพฯ และกระแส Music Tourism จากคอนเสิร์ตระดับโลก
- แนวคิดการลงทุนที่ควรเข้าใจคือความต่างระหว่าง RevPAR กับ อัตรากำไรสุทธิ โดย ERW มี RevPAR ต่ำกว่าคู่แข่งเพราะสัดส่วนโรงแรมบัดเจ็ต Hop Inn สูง แต่กลับทำอัตรากำไรได้สูงกว่า จากการคุมต้นทุนและโมเดลที่ยืดหยุ่น
- อย่างไรก็ดี กลุ่มท่องเที่ยวยังเผชิญความเสี่ยง ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ที่อาจ ลดลงราว 5% YoY ราคาน้ำมัน และฤดูกาล ทำให้ catalyst เหล่านี้ยังเป็น "ความคาดหวัง" ที่ต้องรอการยืนยัน
- สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเครื่องมือซื้อขายหุ้นรายตัวสองทาง Single Stock Futures (SSF) บน TFEX เป็นอีกทางเลือกที่ ERW มีสัญญาให้ซื้อขาย แต่มาพร้อมความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเรจที่ต้องเข้าใจก่อน
ในวันที่ตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวกลับสวนทางด้วยแรงซื้อที่กลับเข้ามาอย่างคึกคัก หนึ่งในหุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่นคือ ERW หรือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งราคาปรับขึ้นกว่า 6% ในวันเดียว ขานรับกระแสข่าวที่ภาครัฐเตรียมนำมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
แต่หากมองให้ลึกกว่าการเคลื่อนไหวของราคาในวันเดียว เรื่องราวที่น่าสนใจกว่าคือการที่ปัจจัยบวกหลายอย่างกำลังมาบรรจบกันในช่วงเวลาเดียวกัน นั่นคือ ไตรมาส 4 ของปี 2569 ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทยอยู่แล้ว และในปีนี้ยังมีเหตุการณ์พิเศษมาเสริมอีกหลายชั้น บทความนี้จะพาทำความรู้จัก ERW ในฐานะกรณีศึกษาของการลงทุนในธีมการท่องเที่ยว พร้อมอธิบายแนวคิดและเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง
ทำความรู้จัก ERW หุ้นโรงแรมที่ผูกกับการท่องเที่ยวไทยมากที่สุด
ERW ดำเนินธุรกิจโรงแรมที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับประหยัด โดยมีจุดเด่นจากการผสมผสานระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในกลุ่มโรงแรมระดับกลางถึงบน กับการเติบโตของโรงแรมบัดเจ็ตภายใต้แบรนด์ Hop Inn ซึ่งช่วยเพิ่มความเสถียรและศักยภาพการเติบโตระยะยาว พอร์ตโฟลิโอจึงมีตั้งแต่โรงแรมหรูอย่าง Grand Hyatt Erawan ไปจนถึงแบรนด์ราคาประหยัดที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง
หัวใจของกลยุทธ์ในระยะหลังคือการขยายแบรนด์ Hop Inn ทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 81 โรงแรม รวม 7,482 ห้อง ใน 3 ประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 150 โรงแรม รวมกว่า 14,000 ห้องทั่วเอเชีย-แปซิฟิกภายในปี 2573 ล่าสุดได้ขยายไปยังเกาหลีใต้ ในด้านโครงสร้าง บริษัทได้จดทะเบียนแปรสภาพธุรกิจ Hop Inn จากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชนในชื่อ "บริษัท ฮ็อป อินน์ โฮเต็ล จำกัด (มหาชน)" เมื่อเดือนมีนาคม 2568 และ ตั้งเป้ายื่นไฟลิ่งเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2570 ซึ่งสะท้อนความตั้งใจปลดล็อกมูลค่าของธุรกิจบัดเจ็ตในอนาคต โดยมีพันธมิตรอย่างกองทุน Lombard Asia เข้าถือหุ้นบางส่วนแล้ว
จุดที่ทำให้ ERW แตกต่างจากคู่แข่งในเชิงการลงทุน คือ สัดส่วนรายได้ที่มาจากตลาดในประเทศสูงที่สุดในกลุ่ม ทำให้ ERW ได้รับอานิสงส์โดยตรงเมื่อมีมาตรการกระตุ้นในประเทศหรืออีเวนต์ใหญ่ในกรุงเทพฯ แต่ในทางกลับกันก็แปลว่าบริษัทพึ่งพาการฟื้นตัวของตลาดในประเทศเป็นหลักด้วยเช่นกัน
แรงหนุนที่หนึ่ง : มาตรการ Co-payment กระตุ้นท่องเที่ยว
ปัจจัยที่จุดกระแสรอบนี้คือการที่ภาครัฐเตรียมรื้อฟื้นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมเดินหน้าโครงการรูปแบบ "โค-เพย์เมนต์" (Co-payment) ที่รัฐบาลร่วมจ่ายค่าที่พักและบริการ คล้ายโครงการเราเที่ยวด้วยกันหรือเที่ยวไทยคนละครึ่งในอดีต ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง คาดเปิดจองสิทธิ์ได้ในไตรมาส 4 ปี 2569 ตั้งเป้าให้สิทธิ์ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านสิทธิ์ และรัฐช่วยจ่ายสูงสุด 3,000 บาทต่อสิทธิ์
จุดที่ต้องระบุให้ถูกต้องเพื่อความแม่นยำคือแหล่งงบประมาณ โดยรัฐมนตรียืนยันว่าจะใช้งบกลางปี 2570 วงเงินราว 3,000 ล้านบาท ไม่ใช่งบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างสรุปชื่อโครงการอย่างเป็นทางการ กลไกของ Co-payment คือการที่ภาครัฐและประชาชนร่วมกันจ่ายค่าใช้จ่ายคนละส่วน ช่วยลดต้นทุนการเดินทางของผู้บริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายไปยังโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยหากเริ่มในไตรมาส 4 ก็จะตรงกับช่วงไฮซีซั่นพอดี ทั้งนี้ เนื่องจากยังต้องผ่านการพิจารณาของ ครม. มาตรการนี้จึงยังเป็น "ความคาดหวัง" ที่รอการยืนยัน
แรงหนุนที่สอง : กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมการเงินระดับโลก
ปัจจัยที่สองเป็นเหตุการณ์ระดับโลกที่ได้รับการยืนยันแล้ว ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซึ่งเป็นครั้งที่สองที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ต่อจากปี 2534
การประชุมนี้ เป็นเวทีที่รวมผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลัง ผู้นำภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อจากทั่วโลก เพื่อหารือประเด็นเศรษฐกิจโลกที่สำคัญที่สุด ในเชิงเศรษฐกิจ การที่ผู้แทนระดับสูงหลายพันคนเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเดียวกันย่อมสร้างอุปสงค์ต่อโรงแรมระดับบนในเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ ERW มีฐานที่มั่นอยู่ น่าสังเกตว่าเหตุการณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับบทความก่อนหน้าเรื่องนโยบายการเงินไทย เพราะ ผู้ว่าการ ธปท. วิทัย รัตนากร เป็นหนึ่งในเจ้าภาพหลักของการเตรียมงาน
แรงหนุนที่สาม : กระแส Music Tourism ปลายปี
ปัจจัยที่สามคือปรากฏการณ์ที่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการท่องเที่ยวไทย กระแส "Music Tourism" หรือการท่องเที่ยวเชิงดนตรี โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่กำลังเป็นจุดหมายของคอนเสิร์ตระดับโลก หลังข้อมูลจาก Airbnb สะท้อนว่ายอดค้นหาที่พักในกรุงเทพฯ ช่วงเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นเกือบ 590%
ความน่าสนใจคือปลายปี 2569 มีคอนเสิร์ตใหญ่หลายรายการจ่อคิว อาทิ The Weeknd ในวันที่ 11–13 ตุลาคม ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมรอบละราว 60,000 คน คอนเสิร์ต BIGBANG ในวันที่ 7 พฤศจิกายน และ BABYMONSTER ในวันที่ 7–8 พฤศจิกายน ที่น่าสนใจคือคอนเสิร์ต The Weeknd ในช่วงกลางเดือนตุลาคมยังเหลื่อมกับช่วงการประชุม IMF/World Bank พอดี ทำให้อุปสงค์ห้องพักในกรุงเทพฯ ในเดือนนั้นมีปัจจัยหนุนซ้อนกันหลายชั้น
นอกจากนี้ ปัจจัยมหภาคยังเป็นลมส่งท้าย ทั้งราคาน้ำมันที่ลดลงซึ่งช่วยลดต้นทุนการเดินทางและต้นทุนพลังงานของผู้ประกอบการ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มคลี่คลายซึ่งช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในการเดินทาง ขณะที่ การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งคิดเป็นราว 15% ของรายได้ ERW ก็เริ่มเห็นสัญญาณบวก โดยจำนวนเพิ่มขึ้นราว 12% YoY ในช่วงต้นปี
ทำไม RevPAR ต่ำ แต่กำไรกลับสูง?
จุดที่นักลงทุนควรเข้าใจมากที่สุดในการมองหุ้นโรงแรม คือความแตกต่างระหว่างตัวชี้วัดสองตัวที่มักถูกสับสน
ตัวแรกคือ RevPAR (Revenue per Available Room) หรือรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่มีอยู่ทั้งหมด คำนวณจากอัตราค่าห้องเฉลี่ยคูณกับอัตราการเข้าพัก เป็นมาตรวัดมาตรฐานของอุตสาหกรรมโรงแรมที่บอกว่าโรงแรมหารายได้จากห้องพักได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน โรงแรมหรูที่ขายห้องราคาแพงย่อมมี RevPAR สูงกว่าโรงแรมบัดเจ็ตโดยธรรมชาติ
ตัวที่สองคือ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ซึ่งวัดว่าหลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว บริษัทเหลือกำไรเป็นสัดส่วนเท่าไรของรายได้
ความน่าสนใจของ ERW อยู่ตรงนี้ จากข้อมูลผลประกอบการที่รวบรวมในช่วงที่ผ่านมา ERW มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับสูงที่สุดในกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่ที่ราว 11.4% เทียบกับ CENTEL ที่ราว 7.8% และ MINT ที่ราว 5.9% ขณะที่ในช่วงเวลาที่นำมาเปรียบเทียบ DUSIT ยังมีผลประกอบการที่ผันผวนและขาดทุน ทั้งนี้ ตัวเลขอัตรากำไรของแต่ละบริษัทเปลี่ยนแปลงในแต่ละไตรมาส จึงควรพิจารณาเป็นภาพเชิงเปรียบเทียบมากกว่าตัวเลขตายตัว สิ่งที่น่าสนใจคือ ERW ทำอัตรากำไรได้สูงทั้งที่ RevPAR ต่ำกว่าคู่แข่งเพราะมีสัดส่วนโรงแรมบัดเจ็ต Hop Inn สูง คำอธิบายคือโมเดลโรงแรมบัดเจ็ตมีโครงสร้างต้นทุนที่เบาและยืดหยุ่นกว่า ใช้พนักงานน้อย บริหารง่าย และเมื่อขยายสาขาจำนวนมากก็เกิด Economy of Scale หรือการประหยัดต่อขนาด ทำให้แม้รายได้ต่อห้องจะต่ำ แต่กลับเปลี่ยนเป็นกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทเรียนสำคัญคือ ตัวเลขรายได้ที่สวยงามไม่ได้แปลว่ากำไรจะดีเสมอไป และการเข้าใจโครงสร้างต้นทุนคือกุญแจของการวิเคราะห์ธุรกิจ
เครื่องมือสำหรับนักลงทุน : Single Stock Futures บน TFEX
สำหรับนักลงทุนที่สนใจหุ้นรายตัวแต่ต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น Single Stock Futures (SSF) เป็นเครื่องมือที่ควรทำความรู้จัก SSF คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาหุ้นรายตัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 5–20% ของมูลค่าทั้งหมดเพื่อวางเป็นหลักประกัน สามารถสร้างโอกาสทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง และใช้เป็นเครื่องมือเก็งกำไรหรือป้องกันความเสี่ยงได้
ข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจ ERW คือ ERW เป็นหนึ่งใน 128 หุ้นที่มี Single Stock Futures ให้ซื้อขายบน TFEX โดยอยู่ในกลุ่ม Services หมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ ร่วมกับ CENTEL หลักการสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ Margin หรือเงินวางหลักประกัน ซึ่งทำให้นักลงทุนควบคุมสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินที่วางไว้จริง คุณสมบัตินี้คือดาบสองคม เพราะแม้จะเพิ่มโอกาสทำกำไร แต่ก็ขยายผลขาดทุนได้เช่นกันหากราคาเคลื่อนไหวสวนทาง การใช้ SSF จึงต้องมาพร้อมความเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยงและวินัยในการลงทุนอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เพียงมองด้านโอกาสทำกำไร
ภาพใหญ่ : การท่องเที่ยวไทยในฐานะธีมเชิงโครงสร้าง
เมื่อมองในภาพรวม การที่หุ้นอย่าง ERW ได้รับความสนใจในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนการที่ตลาดกำลังมองไปยังไตรมาส 4 ปี 2569 ในฐานะจุดบรรจบของปัจจัยบวกหลายชั้น ทั้งมาตรการในประเทศ เวทีการเงินระดับโลก และกระแสการท่องเที่ยวเชิงดนตรี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทความนี้ต้องการเน้นไม่ใช่การชี้ว่าหุ้นตัวใดน่าสนใจ แต่คือการแสดงให้เห็นว่า การลงทุนที่ดีต้องมองทั้งสามมิติพร้อมกัน คือ ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้น ที่เป็นตัวจุดกระแส ปัจจัยพื้นฐาน อย่างโครงสร้างต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรที่เป็นแก่นแท้ของธุรกิจ และ ความเสี่ยง ที่อาจทำให้ภาพไม่เป็นไปตามคาด ผู้ที่เข้าใจครบทั้งสามมิติ ย่อมประเมินโอกาสและความเสี่ยงได้รอบด้านกว่าผู้ที่วิ่งตามข่าวเพียงอย่างเดียว และนั่นคือหัวใจของการลงทุนอย่างมีชั้นเชิงในตลาดทุน
สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามพัฒนาการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของหุ้นรายตัว ค่าเงิน และโลหะมีค่า แนะนำให้ติดตามบทวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมจาก YLG เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล
นอกจากนี้ หากคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดอนุพันธ์อย่างจริงจัง YLG Futures คือโบรกเกอร์ที่ครบจบในที่เดียว ครอบคลุมทั้ง TFEX และ CME ไม่ว่าจะเป็น Single Stock Futures (SSF) สำหรับหุ้นรายตัวอย่าง ERW, Gold Online Futures, USD Futures หรือดัชนีหุ้น พร้อมเทคโนโลยีระดับสากลอย่าง TradingView และ MT5
สนใจติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
ทั้งนี้ ข้อมูลข้างต้นจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับตลาดทุน ธุรกิจ และการลงทุนเท่านั้น มิใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการชี้ชวนซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าใด ๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
Sources: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), TFEX, IMF, World Bank Group, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, efinanceThai, Prachachat, Kaohoon, Post Today
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: นายวิชชุ มาประเทียบ)