IRPC ธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร ท่ามกลางวัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรม
บทความการลงทุน: IRPC ธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีครบวงจร ท่ามกลางวัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรม
ภาพรวมกิจการ
บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ประกอบธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีแบบครบวงจร (Integrated Petrochemical Complex) โดยมีหัวใจของกิจการอยู่ที่โรงกลั่นน้ำมันซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 215,000 บาร์เรลต่อวัน จัดอยู่ในอันดับ 3 ของกำลังการกลั่นน้ำมันในประเทศไทย จุดเด่นเชิงโครงสร้างของบริษัทฯ คือการเป็นเจ้าของและผู้บริหารจัดการ "เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี" ที่อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เพียบพร้อมทั้งโรงไฟฟ้า ระบบบริหารจัดการน้ำ และท่าเรือน้ำลึกเป็นของตนเอง รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
โครงสร้างการดำเนินงานของบริษัทฯ จึงไม่ใช่เพียงผู้กลั่นน้ำมันหรือผู้ผลิตเม็ดพลาสติกเท่านั้น แต่เป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Ecosystem) ที่ผนวกธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนไว้ในมือเดียว ซึ่งเป็นทั้งความได้เปรียบเชิงต้นทุนและเป็นสินทรัพย์ที่บริษัทฯ กำลังพยายามปลดล็อกมูลค่าในช่วงเวลาที่ธุรกิจหลักเผชิญแรงกดดัน
โครงสร้างรายได้: เงินมาจากไหน
ในปี 2025 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 232,671 ล้านบาท โดยจำแนกตามสายธุรกิจได้ดังนี้
- ธุรกิจปิโตรเลียม เป็นแกนหลักที่สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 78 (181,494 ล้านบาท) ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน และยางมะตอย ทั้งนี้ภายในกลุ่มปิโตรเลียม น้ำมันดีเซลเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมากที่สุดคิดเป็นราวร้อยละ 57 ของมูลค่าในสายนี้ นอกจากการกลั่นน้ำมัน บริษัทฯ ยังมีโรงงานผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Lube Base Oil Group I) กำลังการผลิต 320,000 ตันต่อปี และยางมะตอยขนาด 600,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็นกำลังการผลิตยางมะตอยสูงสุดในประเทศ
- ธุรกิจปิโตรเคมี สร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 (47,002 ล้านบาท) โดยบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีขั้นต้น (โอเลฟินส์ อะโรเมติกส์) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เป็นวัตถุดิบภายในเพื่อป้อนการผลิตปิโตรเคมีขั้นปลาย ได้แก่ เม็ดพลาสติกกลุ่มพอลิโอเลฟินส์ (HDPE, PP) และกลุ่มสไตรีนิกส์ (ABS/SAN, PS, EPS) ภายใต้ตราสินค้า POLIMAXX ภายในสายปิโตรเคมี กลุ่มโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์มีสัดส่วนสูงสุดราวร้อยละ 62 รองลงมาคือสไตรีนิกส์ร้อยละ 25 และอะโรเมติกส์ร้อยละ 13
- ธุรกิจอื่น ๆ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2 (4,175 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้จากค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค
เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาด รายได้จากการขายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 76 (177,918 ล้านบาท) และการขายต่างประเทศร้อยละ 24 (54,753 ล้านบาท) โดยในส่วนต่างประเทศแบ่งเป็นกลุ่ม CLMV ร้อยละ 6 และประเทศอื่น ๆ ร้อยละ 18 ข้อสังเกตเชิงแนวโน้มคือ สัดส่วนการขายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 66 ในปี 2023 มาเป็นร้อยละ 76 ในปี 2025 ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ "Domestic First" ที่บริษัทฯ ประกาศไว้
ธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ
นอกเหนือจากสองสายธุรกิจหลัก บริษัทฯ ยังมีธุรกิจสนับสนุนที่ช่วยเสริมเสถียรภาพและใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ ได้แก่
- ธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปโภค — บริษัทฯ มีโรงงานผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมประมาณ 307 เมกะวัตต์ และหากรวมกำลังการผลิตของ IRPC-CP (บริษัทร่วมทุนกับ GPSC) จะมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 617 เมกะวัตต์ พร้อมกันนี้ยังมีการติดตั้งทุ่นโซลาร์ลอยน้ำในบ่อน้ำดิบสำรอง กำลังการผลิตราว 21 เมกะวัตต์ สะท้อนทิศทางพลังงานสะอาด
- ธุรกิจท่าเรือและถังเก็บผลิตภัณฑ์ — บริษัทฯ มีท่าเทียบเรือน้ำลึกไออาร์พีซี ประกอบด้วยท่าเรือคอนเทนเนอร์และสินค้าทั่วไป (BCT) รองรับเรือขนาด 800–150,000 ตัน และท่าเรือปิโตรเคมีและปิโตรเลียมเหลว (LCT) รองรับเรือได้ถึงขนาด 250,000 ตัน พร้อมถังเก็บผลิตภัณฑ์กระจายตามภูมิภาค (คลังน้ำมันระยอง พระประแดง อยุธยา และชุมพร)
- ธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สิน — บริษัทฯ ถือครองที่ดินศักยภาพทั้งในเขตประกอบการระยองและพื้นที่อื่น เช่น ที่ดินแปลงใหญ่ในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งบริษัทฯ กำหนดให้การจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินเหล่านี้เป็น "การดำเนินธุรกิจปกติ" (Ordinary Business)
ด้านกลยุทธ์ธุรกิจ "4R": Roadmap ฝ่าวัฏจักรขาลง
หัวใจเชิงกลยุทธ์ในปีนี้อยู่ที่กรอบ "4R" ซึ่งบริษัทฯ วางเป็น Roadmap ระยะเวลา 5 ปี ภายใต้ธีม "RESHAPING FOR SUSTAINABLE GROWTH" โดยจัดลำดับความสำคัญตามช่วงเวลาอย่างชัดเจน ได้แก่
- Recapitalize (สร้างทุน) — ระยะสั้น: มุ่งเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน ผ่านการบริหารสภาพคล่องและปรับพอร์ตสินทรัพย์ โดยจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ในปี 2025 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการออกและเสนอขายหุ้นกู้รวมถึงหุ้นกู้ดิจิทัล รวมมูลค่า 11,000 ล้านบาท และจำหน่ายหุ้นร้อยละ 40 ในบริษัท WHAIER มูลค่า 896 ล้านบาท
- Revitalize (สร้างพลัง) — ระยะกลาง: ยกระดับศักยภาพธุรกิจหลักผ่านโครงการ Performance Uplift ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การบริหารต้นทุน และการปรับพอร์ตสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งบริษัทฯ ระบุว่าสร้าง EBITDA จากโครงการนี้ได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Products) เป็นร้อยละ 60 ภายในปี 2030 (ปี 2025 อยู่ที่ร้อยละ 40)
- Reframe (สร้างคน) — ระยะสั้น-ระยะยาว: บูรณาการความยั่งยืนและดิจิทัลเข้ากับกลยุทธ์องค์กร ปรับโครงสร้างและพัฒนาศักยภาพบุคลากร ควบคู่กับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
- Reinvent (สร้างอนาคต) — ระยะยาว: ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจปลายน้ำและธุรกิจมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับจากผู้ผลิตสู่การเป็น "Solution Provider" ที่ให้คำปรึกษาควบคู่กับการบริการ
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเกี่ยวกับสัญญา Futures บนหุ้น IRPC และหุ้นอื่นๆได้บนเว็บหน้าเว็บบริษัท YLG Futures ของเราให้หัวข้อ “บทวิเคราะห์” URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
นอกจากนี้ หุ้น IRPC ยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตลาด TFEX โดยลงทุนผ่าน Single Stock Futures โดยมีให้เลือกหลายซี่รี่ โดยแต่ละซี่รี่จะมีอายุต่างกัน เช่น IRPCU26 หรือ IRPCZ26 เป็นต้น นักลงทุนจะใช้เงินน้อยกว่าในการลงทุนผ่าน Single Stock Futures และสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง และหากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุนบนสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)
📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง