เจาะปรัชญาหุ้น KTB - ธนาคารนี้มีเอกลักษณ์
บทความ: เจาะปรัชญาหุ้น KTB - ธนาคารนี้มีเอกลักษณ์
จุดกำเนิด
KTB หรือ ธนาคารกรุงไทยถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1966 จากการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารมณฑล จำกัด กับธนาคารเกษตร จำกัด โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ตั้งแต่แรกเริ่ม สัดส่วนการถือหุ้นของภาครัฐเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากช่วงก่อตั้งที่กระทรวงการคลังถือกว่า 93% ต่อมาได้ลดลงและมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (หน่วยงานภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย) เข้ามาถือหุ้นแทน โดยเฉพาะหลังวิกฤตปี 1997 ที่ธนาคารเพิ่มทุนและกองทุนฟื้นฟูฯ เข้าซื้อหุ้นตามสิทธิ
เอกลักษณ์ของธุรกิจ: ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสะพานเชื่อมรัฐกับประชาชน
หัวใจของโมเดลธุรกิจ KTB คือการวางตัวเป็นตัวกลางระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์เอกชนแข่งขันกันในตลาดลูกค้าทั่วไป KTB มีสนามพิเศษของตัวเองคือการเป็นผู้วางโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้ภาครัฐ ตั้งแต่ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ การขับเคลื่อนสังคมไร้เงินสด ไปจนถึงการเป็นช่องทางส่งผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือประชาชนของรัฐ
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ซึ่งธนาคารพัฒนาให้เป็น Thailand Open Digital Platform ที่มีผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านราย แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระเป๋าเงินดิจิทัล แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่รองรับทั้งการซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ดิจิทัล สลากดิจิทัล การชำระเงินสมทบประกันสังคม ไปจนถึงการชำระภาษี การครอบครองช่องทางที่เข้าถึงประชาชนกว้างขวางระดับนี้ คือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่คู่แข่งลอกเลียนได้ยาก เพราะมันผูกกับความสัมพันธ์เชิงสถาบันระหว่างธนาคารกับภาครัฐ
แนวคิดการทำธุรกิจ: ยุทธศาสตร์ X2G2X
หากจะเข้าใจวิธีคิดของ KTB ให้ลึกที่สุด ต้องเข้าใจแนวคิด X2G2X ซึ่งเป็นแกนกลางของกลยุทธ์การเติบโต แนวคิดนี้เริ่มต้นจากตัวอักษร "G" ตรงกลาง ซึ่งหมายถึง Government หรือภาครัฐ ตรรกะคือ ธนาคารใช้บทบาทที่ตนมีอยู่แล้วในการสนับสนุนนโยบายรัฐเป็นจุดตั้งต้น แล้วต่อยอดออกไปสองทิศทาง ทั้งฝั่งภาคธุรกิจและฝั่งประชาชน เพื่อสร้างการเชื่อมโยงบริการทางการเงินอย่างครบวงจร
ตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพชัดคือแนวคิด Supply Chain Financing ธนาคารเริ่มจากความสัมพันธ์กับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอยู่ แล้วต่อยอดไปสนับสนุนสินเชื่อให้กับคู่ค้าของลูกค้ารายนั้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้ข้อมูลการค้าและการชำระเงินดิจิทัลที่ไหลผ่านแพลตฟอร์มของธนาคารมาประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยที่ปกติเข้าถึงสินเชื่อยาก
พลังที่แท้จริงของ X2G2X คือ "ข้อมูล" ทุกครั้งที่มีธุรกรรมไหลผ่านระบบนิเวศของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินภาครัฐ การค้าระหว่างธุรกิจ หรือการใช้จ่ายของประชาชน ธนาคารได้ข้อมูลที่นำมาใช้ประเมินความเสี่ยงและนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบ "Total Solutions" ได้ตรงจุดขึ้น นี่คือวงจรที่ยิ่งฐานลูกค้ากว้าง ข้อมูลยิ่งมาก และยิ่งข้อมูลมาก การให้บริการก็ยิ่งแม่นยำ
โมเดลรายได้: สามเสาหลักที่กระจายความเสี่ยง
โครงสร้างรายได้ของ KTB วางอยู่บนสามเสาหลักที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางเดียว
- เสาแรกและใหญ่ที่สุดคือ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งมาจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ธนาคารได้รับจากการปล่อยสินเชื่อ กับดอกเบี้ยที่จ่ายให้ผู้ฝากเงินและแหล่งเงินทุนอื่น พอร์ตสินเชื่อของธนาคารกระจายครอบคลุมทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อย โดยกลุ่มรายย่อยประกอบด้วยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ความหลากหลายนี้ทำให้ธนาคารสามารถปรับสัดส่วนพอร์ตตามภาวะตลาดและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
- เสาที่สองคือ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่ผูกกับวัฏจักรดอกเบี้ยโดยตรง แหล่งสำคัญที่ธนาคารกำลังผลักดันคือธุรกิจ Wealth Management ที่ให้บริการบริหารความมั่งคั่งแก่ลูกค้า รวมถึงค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมและบริการทางการเงินต่างๆ การเติบโตของเสานี้มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เพราะช่วยลดการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยที่ผันผวนตามนโยบายการเงิน
- เสาที่สามคือ รายได้จากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนและเงินลงทุน ซึ่งมาจากการบริหารพอร์ตการลงทุนของธนาคารและการทำธุรกรรมในตลาดการเงิน
การมีสามเสานี้ทำให้ธนาคารมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เมื่อเสาหนึ่งอ่อนแรง อีกสองเสาสามารถช่วยประคองผลประกอบการโดยรวมได้
วิสัยทัศน์และพันธกิจ: กรุงไทย เคียงข้างไทย
วิสัยทัศน์ของธนาคารคือ "กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน" (Growing Together for Sustainability) ซึ่งวางเป้าหมายไว้สี่มิติที่เชื่อมโยงกัน คือการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างการเติบโตและความมั่งคั่งแก่ลูกค้า การสร้างคุณภาพที่ดีขึ้นแก่สังคมและสิ่งแวดล้อม และการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น
จุดที่น่าสนใจคือวิสัยทัศน์นี้จัดวางผู้ถือหุ้นไว้เป็นหนึ่งในสี่ผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ได้ให้น้ำหนักสูงสุดเพียงกลุ่มเดียว สะท้อนตัวตนของธนาคารที่ต้องสมดุลระหว่างบทบาทเชิงพาณิชย์กับบทบาทเชิงสังคมในฐานะธนาคารของรัฐ
ส่วนพันธกิจคือ "Empowering BETTER LIFE for all Thais" โดยธนาคารมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเงินผ่าน Thailand Open Digital Platform เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ประเด็นที่ปรากฏชัดในพันธกิจคือเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการเงิน การสร้างความรู้ทางการเงินให้ถึงระดับฐานราก และการผลักดันสังคมไทยสู่ Digital Society นี่คือภารกิจที่สอดคล้องกับสถานะการเป็นธนาคารของรัฐ ที่มีหน้าที่มากกว่าการทำกำไร
ทิศทางอนาคต: จากธนาคารสู่แพลตฟอร์ม
สิ่งที่บ่งบอกว่าธนาคารมองอนาคตอย่างไร คือการวางเสาการเติบโตในระยะยาว ธนาคารกำลังเคลื่อนตัวจากการเป็น "ธนาคาร" ในความหมายดั้งเดิม ไปสู่การเป็น "แพลตฟอร์ม" ทางการเงิน
ทิศทางนี้เห็นได้จากหลายความเคลื่อนไหว การร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง AIS และ PTTOR จัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) เพื่อเข้าถึงกลุ่มที่ระบบธนาคารเดิมเข้าไม่ถึง โดยอาศัยฐานข้อมูลและระบบนิเวศของพันธมิตรที่แตกต่างจากที่ธนาคารมีเดิม มาช่วยมองเห็นลูกค้าในมิติใหม่และประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้แม่นขึ้น รวมถึงการพัฒนาบริการ Banking as a Service ที่ให้สถาบันอื่นมาใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของธนาคาร และการก้าวสู่ "Beyond Banking" ที่ขยายบทบาทออกไปนอกกรอบบริการธนาคารแบบเดิม
ในด้านความยั่งยืน
ธนาคารได้พัฒนาเครื่องมือทางการเงินตามแนวทาง ESG เช่น สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และ Transition Financing เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืน ธนาคารยังกำหนดคุณธรรมอัตลักษณ์ "สร้างสรรค์ สัตย์ซื่อ สำเร็จ สามัคคี สังคม" เป็นกรอบพฤติกรรมองค์กร และยึดหลักจรรยาบรรณธุรกิจสามหลักการใหญ่ คือความซื่อสัตย์ส่วนตน (Integrity) ความยุติธรรมในการดำเนินธุรกิจ (Fairness) และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย (Responsible to Stakeholders)
บทสรุป
KTB คือธนาคารที่มีตัวตนสองด้านผสานกัน ด้านหนึ่งคือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ต้องแข่งขันและทำกำไร อีกด้านหนึ่งคือกลไกเชิงนโยบายของรัฐที่มีภารกิจทางสังคม ความเป็นสองด้านนี้คือทั้งจุดแข็งและโจทย์ที่ต้องบริหารตลอดเวลา
จุดแข็งเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนคือ การมีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นหลักที่สร้างความมั่นคง การครอบครองช่องทางเข้าถึงประชาชนระดับ 40 ล้านรายผ่านเป๋าตัง ยุทธศาสตร์ X2G2X ที่เปลี่ยนความสัมพันธ์กับภาครัฐให้กลายเป็นข้อได้เปรียบด้านข้อมูลและฐานลูกค้า และโมเดลรายได้สามเสาที่กระจายความเสี่ยง สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่ทำให้ธนาคารยืนอยู่ในตำแหน่งที่คู่แข่งเข้ามาแทนที่ได้ยาก และเป็นกรอบที่ช่วยให้เราเข้าใจการเคลื่อนไหวของธนาคารในทุกยุคสมัยได้
นอกจากนี้ หุ้น KTB ยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตลาด TFEX โดยลงทุนผ่าน Single Stock Futures โดยมีให้เลือกหลายซี่รี่ โดยแต่ละซี่รี่จะมีอายุต่างกัน เช่น KTBU26 หรือ KTBZ26 เป็นต้น นักลงทุนจะใช้เงินน้อยกว่าในการลงทุนผ่าน Single Stock Futures และสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเกี่ยวกับสัญญา Futures บนหุ้น KTB และหุ้นอื่นๆได้บนเว็บหน้าเว็บบริษัท YLG Futures ของเราให้หัวข้อ “บทวิเคราะห์” URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
และหากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุนบนสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)
📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง