กลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นสำหรับเทรด Single Stock Futures EP.2
เลือกบริษัทที่มีกำไรและกระแสเงินสดจริง
สิ่งที่คนทำธุรกิจเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องอธิบาย นั่นคือ "เปิดกิจการเพื่อหวังกำไร" ไม่มีใครลงทุนเปิดร้าน ค้าขาย หรือทำธุรกิจใดๆ โดยไม่คิดถึงผลตอบแทน เพราะกำไรคือสิ่งที่บอกว่ากิจการนั้นสร้างคุณค่าให้ใครบางคนได้จริง การซื้อหุ้นก็คือการเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกัน เพียงแต่เป็นเจ้าของร่วมกับผู้ถือหุ้นรายอื่น มีหน่วยงานกำกับดูแลช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความโปร่งใส และแทนที่จะต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เรากลับสามารถซื้อกิจการที่ดำเนินการอยู่แล้วต่อจากผู้ถือหุ้นก่อนหน้าได้เลย ข้อได้เปรียบตรงนี้มีค่ามาก เพราะเราเลือกได้ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการแบบไหน และเมื่อเลือกได้ การเลือกกิจการที่มีกำไรสม่ำเสมอย่อมให้ประโยชน์หลายชั้น กำไรที่เติบโตคือเครื่องยนต์ที่ทบต้นมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว กิจการที่ทำกำไรได้จริงมีอิสระในการขยายธุรกิจด้วยเงินของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาการเพิ่มทุนหรือก่อหนี้ซึ่งบั่นทอนสัดส่วนความเป็นเจ้าของ อีกทั้งยังมีกันชนรองรับเมื่อเศรษฐกิจผันผวน และสามารถจ่ายปันผลกลับมาให้เจ้าของได้
หลักการทุนนิยมที่งดงามที่สุดคือ ทุนไหลไปหากิจการที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด นักลงทุนที่พิจารณากำไรของกิจการอย่างจริงจังจึงไม่เพียงแต่ดูแลเงินของตัวเองได้ดี แต่ยังทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรของสังคมไปสู่ธุรกิจที่คู่ควรอีกด้วย การถามคำถามง่ายๆ ว่า "กิจการนี้ทำกำไรได้จริงหรือไม่" จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทรงพลังที่สุดของการลงทุน
วิธีดูกำไรบริษัทจากงบการเงินเบื้องต้นอย่างง่าย
ในบทความนี้จะอธิบายถึงวิธีการสังเกตว่าบริษัทที่นักลงทุนต้องการจะซื้อนั้นมีกำไรมากหรือน้อย และเป็นกำไรจริงอย่างยั่งยืนต่อธุรกิจจริงหรือไม่ โดยอาศัยตัวเลขอัตราส่วนทางการเงินอย่างง่าย ดังต่อไปนี้
ROE(%) – Return on Equity สูตรคือ “กำไรสุทธิ/ส่วนของผู้ถือหุ้น”
- ใช้ดูว่าใน 1 งวดงบ (1ปี) ผู้ถือหุ้นได้กำไรในบรรทัดสุดท้ายคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นการเปลี่ยนเลขจำนวนเงินเป็นอัตราส่วนร้อยละเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบ Performance ระหว่างกิจการใหญ่กับกิจการเล็กด้วยมาตรฐานเดียวกัน
- เป็นอัตราส่วนที่สำคัญที่สุดที่ใช้ในการ Valuation มีน้ำหนักต่อการคำนวณหาค่าอัตราการเติบโต Growth (g%) และ เงินปันผลจ่าย หรือ Dividend payout ในอนาคต
- ถ้าเกิดบริษัทใดมี ROE ติดลบแปลว่าในปีนั้นบริษัทขาดทุน และถ้าบริษัทนั้นมี ROE เฉลี่ยระยะยาวในแต่ละปีติดลบหรือบวกน้อยมากๆ แปลว่าเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นแทบไม่ได้ประโยชน์จากการนำเงินไปลงทุนในกิจการนั้น ไม่เพียงพอต่อต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำเงินทุนไปต่อยอดที่อื่น
- ซึ่งการจะดูว่า ROE มากหรือน้อยนั้น เราสามารถเปรียบเทียบ ROE ของบริษัทนั้นๆกับบริษัทอื่นๆที่ทำธุรกิจคล้ายกัน หรือเป็นคู่แข่งแย่ง Market share ในตลาดเดียวกัน หรือสามารถเทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมก็ได้ ถ้าบริษัทใดมี ROE มาก ย่อยหมายความว่า ผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนที่มากในท้ายที่สุด
ภาพตัวอย่างที่ 3: ตัวเลขทางการเงินของหุ้น จากเว็บไซต์ Settrade.com

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าดู ROE เพียงปีเดียวแล้วสรุปทันที เพราะกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งอาจถูกบิดเบือนได้ง่ายจากรายการพิเศษที่ไม่เกิดซ้ำ เช่น กำไรจากการขายทรัพย์สิน กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือการตีมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ ซึ่งรายการเหล่านี้ทำให้ ROE ในปีนั้นสูงผิดปกติ ทั้งที่ธุรกิจหลักอาจไม่ได้ดีขึ้นเลย แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยกว่าคือการดู ROE ย้อนหลังอย่างน้อย 3–5 ปี แล้วสังเกตสองสิ่งควบคู่กัน ได้แก่ ระดับ (สูงหรือต่ำเทียบกับคู่แข่งและค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม) และ ความสม่ำเสมอ (ผันผวนมากหรือน้อย) บริษัทที่มี ROE ระดับ 12–15% แต่ทำได้สม่ำเสมอทุกปี มักน่าสนใจกว่าบริษัทที่มี ROE 30% ในปีหนึ่งแล้วติดลบในปีถัดมา เพราะความสม่ำเสมอสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง ไม่ใช่โชคหรือจังหวะของวัฏจักร
นอกจากนี้ ข้อควรระวังของ ROE คือ กำไรที่มาจากหนี้ ซึ่ง ROE มีจุดอ่อนสำคัญที่นักลงทุนมือใหม่มักมองข้าม นั่นคือ ROE สามารถถูกดันให้สูงขึ้นได้ด้วยการก่อหนี้ เพราะเมื่อบริษัทกู้เงินมาลงทุน ส่วนของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นตัวหารจะไม่เพิ่มขึ้น แต่กำไรสุทธิซึ่งเป็นตัวตั้งอาจเพิ่มขึ้นได้ ผลลัพธ์คือ ROE สูงขึ้นโดยที่ประสิทธิภาพในการดำเนินงานไม่ได้ดีขึ้นจริง แต่ความเสี่ยงของผู้ถือหุ้นกลับเพิ่มขึ้น เครื่องมือที่ใช้แยกแยะประเด็นนี้คือการแตก ROE ออกเป็นองค์ประกอบตามแนวคิดการวิเคราะห์แบบ DuPont ซึ่งแบ่ง ROE ออกเป็นสามส่วน ได้แก่
- อัตรากำไรสุทธิ (กำไรสุทธิ / รายได้) สะท้อนความสามารถในการทำกำไรต่อยอดขายหนึ่งบาท
- อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ (รายได้ / สินทรัพย์รวม) สะท้อนประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์สร้างรายได้
- อัตราส่วนสินทรัพย์ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (สินทรัพย์รวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น) สะท้อนระดับการใช้อัตราทด หรือ Leverage ของกิจการ
เมื่อพบบริษัทที่มี ROE สูง สิ่งแรกที่ควรถามคือ ROE นั้นสูงเพราะอะไร ถ้าสูงเพราะอัตรากำไรสุทธิดีหรือหมุนสินทรัพย์ได้เร็ว ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ถ้าสูงเพราะตัวคูณหนี้ นักลงทุนควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
ใน EP. หน้า จะมาเจาะลึกถึงอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญอื่นๆ ที่ใช้อธิบายกำไรของบริษัท และหากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุนบนสัญญาฟิวเจอร์ส อ้างอิงหุ้นรายตัวหรือ Single Stock Futures บนตลาด TFEX สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)
📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง