รีวิวหุ้น ERW จากศูนย์การค้าสู่เครือโรงแรมกว่าร้อยแห่ง
บทความการลงทุน: รีวิวหุ้น ERW จากศูนย์การค้าสู่เครือโรงแรมกว่าร้อยแห่ง
บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 1988 และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในปี 1994 กระทั่งปี 2005 ประกาศทิศทางชัดเจนว่าจะมุ่งพัฒนาและลงทุนในธุรกิจโรงแรมเป็นแกนหลัก นับถึงสิ้นปี 2025 บริษัทดำเนินธุรกิจมาแล้ว 43 ปี มีโรงแรมเปิดดำเนินการรวม 103 แห่ง จำนวนห้องพักรวม 12,332 ห้อง กระจายอยู่ในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น
หัวใจของโมเดลธุรกิจ: แยกความเป็นเจ้าของออกจากการบริหาร
สิ่งที่ผู้เริ่มศึกษา ERW ต้องทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจก่อนว่า ERW เป็นเจ้าของสินทรัพย์และนักพัฒนาโครงการ โดยแบ่งส่วนงานบริหารในรูปแบบที่แตกต่างกันสี่ลักษณะ
รูปแบบแรกคือการว่าจ้างเชนระดับโลกเข้ามาบริหารโดยตรง ปัจจุบันมีผู้รับจ้างบริหารสามราย ได้แก่ Hyatt International, Marriott International และ IHG ครอบคลุมโรงแรมห้าแห่ง อาทิ แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ คอร์ทยาร์ด โดย แมริออท กรุงเทพ เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต และฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา
รูปแบบที่สองคือการซื้อสิทธิ์แบรนด์ในรูปสัญญาแฟรนไชส์ แล้วบริษัทบริหารงานเอง กลุ่มนี้อยู่ภายใต้แบรนด์ของ AccorHotels คือ โนโวเทล เมอร์เคียว ไอบิส สไตล์ และไอบิส รวมถึงแบรนด์ Holiday Inn ของ IHG ข้อได้เปรียบคือได้ระบบจองและฐานสมาชิกระดับโลกโดยเสียค่าธรรมเนียมต่ำกว่าสัญญาจ้างบริหารเต็มรูปแบบ
รูปแบบที่สามคือแบรนด์ที่บริษัทเป็นเจ้าของเองทั้งหมด นั่นคือ ฮ็อป อินน์ ซึ่งบริษัทพัฒนา ถือครอง และบริหารเองครบวงจร เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2014 ปัจจุบันมี 71 แห่งในประเทศไทย 10 แห่งในฟิลิปปินส์ และ 4 แห่งในญี่ปุ่น รวม 85 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนโรงแรมทั้งเครือ
รูปแบบที่สี่คือธุรกิจสนับสนุน ได้แก่ ศูนย์การค้าเอราวัณ แบงค็อก พื้นที่เช่า 6,554 ตารางเมตร ติดกับแกรนด์ ไฮแอท และร้านอาหารสองแห่งที่เปิดในปี 2024 คือ มาน โฮ บิสโทร และ ชิซานะ นามิ ซึ่งว่าจ้าง Marriott International เข้าบริหาร นับเป็นครั้งแรกที่แมริออทเปิดร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย
โครงสร้างพอร์ตสี่ชั้น และการกระจายความเสี่ยงเชิงอุปสงค์
พอร์ตโรงแรมของ ERW ถูกออกแบบเป็นบันไดสี่ขั้นตามระดับราคา คือ ระดับห้าดาว ระดับกลาง ระดับประหยัด และระดับบัดเจ็ท ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความหลากหลายเชิงราคา แต่อยู่ที่ฐานลูกค้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
กลุ่มโรงแรมระดับห้าดาวถึงชั้นประหยัด ซึ่งมีห้องพัก 4,536 ห้อง พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติกว่าร้อยละ 90 ผลประกอบการจึงผูกติดกับจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าโดยตรง ในทางกลับกัน ฮ็อป อินน์ ประเทศไทย มีลูกค้าหลักเป็นนักเดินทางในประเทศ โดยกว่าร้อยละ 70 เดินทางเพื่อทำธุรกิจ ทำให้ตัวแปรขับเคลื่อนคือภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่าการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ส่วนฮ็อป อินน์ ฟิลิปปินส์ มีลูกค้าในประเทศกว่าร้อยละ 80 และเดินทางเพื่อพักผ่อนกว่าร้อยละ 70 ขณะที่ฮ็อป อินน์ ญี่ปุ่น กลับมีลูกค้าต่างชาติกว่าร้อยละ 80 ในเชิงภูมิศาสตร์ กรุงเทพมหานครยังเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดราวร้อยละ 56
วิสัยทัศน์และทิศทางการลงทุน
วิสัยทัศน์ที่บริษัทประกาศไว้คือการเป็นผู้นำธุรกิจการพัฒนาและลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีพันธกิจในการขยายเครือข่ายโรงแรมที่มีคุณภาพซึ่งสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้นควบคู่กับประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
กลยุทธ์แบ่งเป็นสามเสา เสาแรกคือกลยุทธ์การเติบโต ผ่านการจัดหาทำเลศักยภาพสูงเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ในกลุ่มตลาดระดับกลางในประเทศไทย ควบคู่กับการเร่งขยายฮ็อป อินน์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ที่ 150 แห่ง เสาที่สองคือกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่า ผ่านการบริหารสินทรัพย์ การปรับปรุงโรงแรมเดิม และการวางโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม เสาที่สามคือการสร้างความยั่งยืนผ่านระบบบริหารจัดการ ข้อมูล และบุคลากร
ที่มา: 56-1 One Report ปี 2025
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเกี่ยวกับสัญญา Futures บนหุ้น ERW และหุ้นอื่นๆได้บนเว็บหน้าเว็บบริษัท YLG Futures ของเราให้หัวข้อ “บทวิเคราะห์” URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
และนอกจากนี้ หุ้น ERW ยังสามารถเลือกลงทุนผ่านตลาด TFEX โดยลงทุนผ่าน Single Stock Futures โดยมีให้เลือกหลายซี่รี่ โดยแต่ละซี่รี่จะมีอายุต่างกัน เช่น ERWU26 หรือ ERWZ26 เป็นต้น นักลงทุนจะใช้เงินน้อยกว่าในการลงทุนผ่าน Single Stock Futures และสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง หากนักลงทุนท่านใดสนใจที่ลงทุนบนสัญญาฟิวเจอร์ส สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)
📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง