รีวิวหุ้น CPALL ร้านสะดวกซื้อที่ขายมากกว่าแค่สินค้า
บทความการลงทุน: รีวิวหุ้น CPALL ร้านสะดวกซื้อที่ขายมากกว่าแค่สินค้า
บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งปี 1988 เป็นบริษัทในกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธุรกิจหลักคือค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อภายใต้เครื่องหมายการค้า "7-Eleven" ในประเทศไทย โดยได้รับสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าจาก 7-Eleven, Inc. สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 1988 และเปิดสาขาแรกที่ซอยพัฒน์พงษ์ในปี 1989
เส้นทางสู่บริษัทที่มีรายได้ระดับล้านล้าน
พัฒนาการสำคัญเรียงตามลำดับเวลา: ปี 1994 ตั้งบริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ทำธุรกิจตัวแทนรับชำระค่าสินค้าและบริการ ปี 1996 ตั้งบริษัท ซี.พี. ค้าปลีกและการตลาด จำกัด ผลิตอาหารแช่แข็งและเบเกอรี่ ปี 1998 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนพร้อมเปิดร้านครบ 1,000 สาขา ปี 2002 ร่วมมือกับ ปตท. เปิดร้านในสถานีบริการน้ำมัน ปี 2003 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี 2007 เปลี่ยนชื่อเป็น "บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)"
หมุดหมายที่เปลี่ยนโครงสร้างบริษัทมากที่สุดคือปี 2013 ซึ่งเข้าซื้อกิจการบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พร้อมออกหุ้นกู้ครั้งแรกมูลค่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนั้นเป็นการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย ต่อมาปี 2020 เข้าลงทุน 40% ในบริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ Tesco Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. ปี 2021 กลุ่มแม็คโครรับโอนกิจการทั้งหมดของ ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง เข้ามา ปี 2023 เปลี่ยนชื่อจาก MAKRO เป็น CPAXT และปี 2024 ควบบริษัทระหว่างธุรกิจค้าส่ง "Makro" กับธุรกิจค้าปลีก "Lotus's" เป็นนิติบุคคลเดียว
โครงสร้างธุรกิจ 3 ทาง
ปัจจุบัน CPALL รายงานผลประกอบการแบ่งเป็น 3 กลุ่มธุรกิจ
ทางแรก ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ คือ 7-Eleven ที่บริษัทฯ ดำเนินการเอง ณ สิ้นปี 2025 มี 15,945 สาขาในไทย เพิ่มขึ้น 700 สาขาจากปีก่อน บวกกัมพูชา 112 สาขา และ สปป.ลาว 26 สาขา รวมทั้งตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติกว่า 4,300 ตู้
ทางที่สอง ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีกและศูนย์การค้า ดำเนินการผ่านบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ซึ่ง CPALL ถือหุ้น 59.93% ครอบคลุมศูนย์จำหน่ายสินค้าค้าส่งแบรนด์ Makro ธุรกิจฟูดเซอร์วิสสำหรับโรงแรม 4-5 ดาวและร้านอาหารระดับบน และธุรกิจค้าปลีก Lotus's ทั้งไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต Go Fresh พร้อมธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า
ทางที่สาม ธุรกิจสนับสนุน ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส (ตัวแทนรับชำระเงินและรับฝากถอนเงินแทนธนาคาร) ซีพีแรม (ผลิตอาหารสำเร็จรูปและเบเกอรี่ เจ้าของรางวัล Deming Prize ปี 2015) ซีพี รีเทลลิงค์ (จำหน่ายและซ่อมแซมอุปกรณ์ค้าปลีก) โกซอฟท์ (ระบบสารสนเทศ) ออลล์ สปีดดี้ (ขนส่งและกระจายสินค้า) ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง (อีคอมเมิร์ซ) ตลอดจนสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งผลิตกำลังคนป้อนเข้าระบบร้านสาขา11
บริษัทนี้มีโมเดลธุรกิจอย่างไร
หน่วยเศรษฐกิจที่แท้จริงของ CPALL คือร้านหนึ่งร้าน ปี 2025 ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน 83,777 บาท ยอดซื้อต่อบิลประมาณ 88 บาท จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 951 คน ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีรายได้จากการขายและบริการ 462,854 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +5.2% YoY และมีอัตรากำไรขั้นต้น 29.4% สูงกว่าอัตรากำไรขั้นต้นของงบรวมที่ 22.72%
สัดส่วนสินค้าในร้านคือกุญแจของอัตรากำไร ปี 2025 รายได้จากการขาย 76.3% มาจากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และ 23.7% มาจากสินค้าอุปโภค โดยสัดส่วนอาหารและเครื่องดื่มปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน บริษัทฯ ระบุนโยบายชัดเจนว่าจะเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง เช่น อาหารพร้อมรับประทานและกาแฟสด
รูปแบบการเป็นเจ้าของร้านแบ่งเป็นสามประเภท ณ สิ้นปี 2025 ได้แก่ ร้านที่บริษัทฯ ลงทุนและบริหารเอง 8,194 สาขา (51%) ร้าน Store Business Partner 6,803 สาขา (43%) และร้านที่ได้รับสิทธิช่วงในอาณาเขต 948 สาขา (6%) โดยผู้รับสิทธิช่วงปัจจุบันมี 4 ราย ที่ภูเก็ต ยะลา เชียงใหม่ และอุบลราชธานี โครงสร้างนี้ทำให้บริษัทฯ ขยายสาขาได้โดยไม่ต้องแบกเงินลงทุนทั้งหมดเอง
อีกทางที่ไม่ปรากฏในยอดขายสินค้าคือรายได้อื่น ปี 2025 อยู่ที่ 30,925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +9.9% YoY แบ่งเป็นรายได้ที่เกี่ยวเนื่องกับการขาย 19,213 ล้านบาท (+12.9% YoY) รายได้ค่าสิทธิและรายได้จากการให้สิทธิ 2,761 ล้านบาท (+6.2% YoY) และรายได้ค่าเช่าและบริการในร้านสะดวกซื้อรวมรายได้อื่นของกลุ่มค้าส่งค้าปลีก 8,951 ล้านบาท (+4.9% YoY)
จุดแข็งเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือวงจรเงินสด ปี 2025 อยู่ที่ -28.67 วัน (2024: -32.46 วัน) เพราะขายเป็นเงินสดแต่ชำระเจ้าหนี้เฉลี่ย 62.63 วัน แปลว่าคู่ค้าเป็นผู้ให้เงินทุนหมุนเวียนแก่บริษัทฯ ไม่ใช่ในทางกลับกัน
สร้างจุดหมายด้านบริการอาหารและเครื่องดื่ม ผ่าน All Cafe, All Select และกลุ่มสินค้าพร้อมปรุง สาม ยกระดับร้านยาและบริการสุขภาพผ่าน All Care Pharmacy สี่ ผสาน Online กับ Offline ผ่าน 7App ซึ่งให้บริการ 7Delivery และ All Online คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 11% ของรายได้จากการขายสินค้ารวม
ในเชิงตำแหน่งตลาด บริษัทฯ ระบุว่ามีส่วนแบ่งจำนวนสาขาร้านสะดวกซื้อประมาณ 70% ส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกรวมประมาณ 11% และหากมองในมุม Convenience food store มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 78.8% (แหล่งข้อมูล: ยูโรมอนิเตอร์)
ที่มา: 56-1 One Report ปี 2025
สำหรับผู้ที่สนใจหุ้นตัวนี้ ยังมีอีกช่องทางหนึ่งคือการลงทุนผ่านตลาด TFEX ด้วยสัญญา Single Stock Futures ซึ่งมีให้เลือกหลายซีรีส์ตามอายุสัญญา เช่น CPALLU26 หรือ CPALLZ26 ข้อดีคือใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อหุ้นโดยตรง และเปิดโอกาสทำกำไรได้ทั้งจังหวะขาขึ้นและขาลง
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท ท่านสามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเกี่ยวกับสัญญา Futures บนหุ้น CPALL และหุ้นตัวอื่น ๆ ได้ที่หน้าเว็บของบริษัท YLG Futures ในหัวข้อ "บทวิเคราะห์" URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
และหากนักลงทุนท่านใดสนใจลงทุนในสัญญาฟิวเจอร์ส ติดต่อได้ที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)