รีวิวหุ้น EGCO ถอดโครงสร้างบริษัทลงทุนในโรงไฟฟ้ารายแรกของไทย
รีวิวหุ้น EGCO ถอดโครงสร้างบริษัทลงทุนในโรงไฟฟ้ารายแรกของไทย

บทความการลงทุน: รีวิวหุ้น EGCO ถอดโครงสร้างบริษัทลงทุนในโรงไฟฟ้ารายแรกของไทย

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ "เอ็กโก" จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 1992 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตามนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า และลดภาระการลงทุนของภาครัฐ เอ็กโกแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 1994 และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 1995 นับถึงปี 2025 บริษัทดำเนินธุรกิจมาแล้ว 33 ปี ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 กลุ่มเอ็กโกมีโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ 48 แห่ง กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,844 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 6,788 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 56 เมกะวัตต์ พร้อมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานอีก 13 แห่ง ในแง่ภูมิศาสตร์ ธุรกิจไฟฟ้าในประเทศคิดเป็นสัดส่วน 43% และต่างประเทศ 57% ส่วนโรงไฟฟ้าและโครงการพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ระดับ 1,546 เมกะวัตต์ หรือสัดส่วน 23% ของกำลังผลิตทั้งหมด

 

โครงสร้างการลงทุน 5 กลุ่ม

เอ็กโกจัดประเภทการลงทุนในธุรกิจที่ดำเนินงานแล้วออกเป็น 5 กลุ่ม โดยคิดเป็นสัดส่วนของกำลังผลิตรวมของกลุ่มดังนี้

  • ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าขนอม บีแอลซีพี และเคพีจี รวม 2,337.25 เมกะวัตต์ หรือสัดส่วน 34.75% ทั้งหมดขายไฟให้ กฟผ. ภายใต้สัญญาระยะยาว 25 ปี
  • ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) ได้แก่ เอ็กโก โคเจน วายจีพี ซีดับบลิวเอฟ เคแอลยู บีพียู และลพบุรีโซลาร์ของเอ็นอีดี รวม 502.97 เมกะวัตต์ หรือสัดส่วน 7.48% กลุ่มนี้เป็นโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่นที่ขายไฟให้ กฟผ. ส่วนหนึ่งและขายไฟกับไอน้ำให้ลูกค้าอุตสาหกรรมอีกส่วนหนึ่ง
  • ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก (วีเอสพีพี) เป็นกลุ่มโซลาร์และลมขนาดเล็ก รวม 85.76 เมกะวัตต์ หรือสัดส่วน 1.28% ขายไฟให้ กฟภ. แบบ Non-Firm
  • ผู้ผลิตไฟฟ้าต่างประเทศ เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด รวม 3,799.40 เมกะวัตต์ หรือสัดส่วน 56.49% กระจายอยู่ในฟิลิปปินส์ (เคซอน เอสบีพีแอล) สปป.ลาว (เอ็นทีพีซี เอ็นทีวันพีซี เอ็กพีซีแอล) อินโดนีเซีย (ซีดีไอ) เกาหลีใต้ (พาจู) ไต้หวัน (หยุนเหนิง) และสหรัฐอเมริกา (ลินเดน แนทแก๊ส พินนาเคิล ทู)
  • ธุรกิจอื่น ครอบคลุมงานเดินเครื่องและบำรุงรักษา (เอสโก อีแอนด์อี พีพอย) บริการจัดการโรงไฟฟ้า (คิวเอ็มเอส) เหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย (เอ็มเอ็มอี ปริมาณสำรอง 120 ล้านตัน สัมปทาน 28 ปีถึงปี 2038) การพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด (เอเพ็กซ์) แพลตฟอร์มคราวด์ฟันดิง (เพียร์ พาวเวอร์) ใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลวสูงสุด 200,380 ตันต่อปี ธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ทีพีเอ็น ระยะทาง 342 กิโลเมตร กำลังขนส่งสูงสุด 5,443 ล้านลิตรต่อปี) บริการทดสอบแผงโซลาร์ (อาร์อีเอส) และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรในอินโดนีเซียผ่านซีดีไอ ซึ่งลงทุนใน 4 กลุ่มธุรกิจ คือ พลังงาน น้ำ ท่าเทียบเรือและคลังเก็บผลิตภัณฑ์เคมี และโลจิสติกส์

 

กลไกที่ทำให้รายได้มีความแน่นอน

หัวใจของธุรกิจนี้อยู่ที่โครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งแยกราคาออกเป็นสองส่วนเสมอ สำหรับกลุ่มไอพีพี ส่วนแรกคือค่าความพร้อมจ่ายพลังไฟฟ้า (Availability Payment) ที่ กฟผ. จ่ายรายเดือนโดยไม่คำนึงว่าจะสั่งซื้อไฟจริงหรือไม่ ครอบคลุมต้นทุนการเงินของเงินลงทุน การชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายคงที่ในการผลิตและบำรุงรักษา ค่าบริหาร ค่าบำรุงรักษาหลัก และผลตอบแทนสำหรับส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วนที่สองคือค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payment) ที่จ่ายตามปริมาณส่งมอบจริงและครอบคลุมค่าเชื้อเพลิงกับค่าใช้จ่ายผันแปร

โครงสร้างนี้อธิบายปรากฏการณ์ที่นักลงทุนมักสงสัย เช่น โรงไฟฟ้าเคพีจีมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพียงระดับ 0.55% ในปี 2025 (เทียบกับ 1.15% ในปี 2024) แต่ยังคงรับรู้รายได้จากค่าความพร้อมจ่ายได้ตามปกติ เพราะรายได้ไม่ได้ผูกกับปริมาณการเดินเครื่อง

กลุ่มเอสพีพีใช้หลักการเดียวกันแต่เรียกส่วนแรกว่าค่าพลังไฟฟ้า (Capacity Payment) ขณะที่วีเอสพีพีมีเฉพาะค่าพลังงานไฟฟ้าตามโครงสร้างราคาของ กฟภ. บวกส่วนเพิ่มราคารับซื้อ (Adder) ในช่วง 10 ปีแรกหลังเดินเครื่อง

สำหรับต่างประเทศ ความเสี่ยงแตกต่างกันชัดเจน ฟิลิปปินส์ใช้โครงสร้าง 4 ส่วนกับ Meralco เกาหลีใต้ขายผ่านตลาด KPX แบบ Cost-Based Pool ไต้หวันมีสัญญาระยะยาวอัตราคงที่กับ Taipower ส่วนสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดประมูล (Bid-based Pool) ภายใต้ NYISO, PJM และ ISO-NE ซึ่งราคาผันแปรตามการแข่งขันรายชั่วโมง

 

โครงสร้างรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในปี 2025

ตารางโครงสร้างรายได้ในรายงานฉบับนี้แสดงยอดรวมรายได้ตามรายการในงบการเงินรวมที่ระดับ 42,847.85 ล้านบาท โดยทางรายได้ที่มีน้ำหนักสูงสุด ได้แก่ บริการภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนอมในสัดส่วน 23.76% ค่าพลังงานไฟฟ้าของเคซอนในสัดส่วน 18.02% บีพียูรวมสองส่วนราคาในสัดส่วน 12.40% เคแอลยูในสัดส่วน 6.38% และรายได้จากสัญญาเช่าการเงินของขนอมในสัดส่วน 5.39% ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าที่โดดเด่นคือ เอ็นทีพีซีในสัดส่วน 4.21% ซีดีไอ 2.80% เอสบีพีแอล 2.18% และจีอีซี 2.10% นอกจากนี้ยังมีกำไรจากการขายเงินลงทุนในไรเซ็กในสัดส่วน 5.53% และบีอาร์ดับบลิวเอฟ 0.64%

สรุปว่า EGCO เป็นบริษัทบริหารพอร์ตสินทรัพย์โรงไฟฟ้าข้ามประเทศ ที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากสัญญาระยะยาวซึ่งจ่ายค่าความพร้อมจ่ายโดยไม่ผูกกับปริมาณเดินเครื่อง ผสมกับส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าและกำไรจากการหมุนเวียนสินทรัพย์ ตัวแปรที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่ยอดผลิตไฟฟ้ารายไตรมาส แต่คืออายุคงเหลือของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแต่ละฉบับ เงื่อนไขราคาเมื่อต่อสัญญาใหม่ และคุณภาพของสินทรัพย์ที่ซื้อเข้ามาทดแทนสินทรัพย์ที่ขายออกไป

 

ที่มา: 56-1 One Report ปี 2025

สำหรับผู้ที่สนใจหุ้นตัวนี้ ยังมีอีกช่องทางหนึ่งคือการลงทุนผ่านตลาด TFEX ด้วยสัญญา Single Stock Futures ซึ่งมีให้เลือกหลายซีรีส์ตามอายุสัญญา เช่น EGCOU26 หรือ EGCOZ26 ข้อดีคือใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อหุ้นโดยตรง และเปิดโอกาสทำกำไรได้ทั้งจังหวะขาขึ้นและขาลง

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัท ท่านสามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเกี่ยวกับสัญญา Futures บนหุ้น EGCO และหุ้นตัวอื่น ๆ ได้ที่หน้าเว็บของบริษัท YLG Futures ในหัวข้อ "บทวิเคราะห์" URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures

และหากนักลงทุนท่านใดสนใจลงทุนในสัญญาฟิวเจอร์ส ติดต่อได้ที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999

โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)

📌 หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่การชี้ชวนหรือระบุเป้าหมายราคาเพื่อการซื้อขาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง