Fitch คืนสถานะ "มีเสถียรภาพ" ให้ไทย ปลดความเสี่ยงถูกลดอันดับ
บทความการลงทุน: Fitch คืนสถานะ "มีเสถียรภาพ" ให้ไทย ปลดความเสี่ยงถูกลดอันดับ
ภาพรวม
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยจาก "เชิงลบ" เป็น "มีเสถียรภาพ" และคงอันดับผู้ออกตราสารระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศไว้ที่ BBB+ ถือเป็นการกลับทิศจากการประกาศเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2025 ที่ Fitch ปรับแนวโน้มเป็นเชิงลบ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ผลคือสถาบันจัดอันดับระดับโลกทั้ง 3 แห่งมองไทยเป็น "มีเสถียรภาพ" พร้อมกันแล้ว โดย Moody's ปรับมุมมองและคงอันดับ Baa1 ไปตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ส่วน S&P คงอันดับ BBB+ แนวโน้มมีเสถียรภาพ
เหตุผลของ Fitch: การเมืองนิ่ง หนี้ดีกว่าคาด ฐานะต่างประเทศแข็ง
เหตุผลหลักมี 3 ด้าน ด้านแรกคือการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ราบรื่นหลังเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ ด้านที่สองคือหนี้ภาครัฐอยู่ที่สัดส่วน 59.3% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2025 และคาดว่าจะต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2028 ดีขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 65% ด้านที่สามคือดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าจะขาดดุลชั่วคราว -0.5% ของ GDP ในปี 2026 จากราคาน้ำมันและการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล ก่อนกลับมาเกินดุล +1.5% ของ GDP ในปี 2027 ขณะที่เศรษฐกิจปี 2026 คาดว่าจะเติบโต +2.3% YoY ใกล้เคียงกับ +2.4% YoY ในปี 2025
ตลาดตราสารหนี้: ส่วนชดเชยความเสี่ยงประเทศลดลง แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีลดลงจาก 2.38% ในสัปดาห์ก่อนมาที่ 2.26% หรือ -12 จุดพื้นฐาน WoW อย่างไรก็ตาม ไม่ควรยกผลทั้งหมดให้ Fitch เพราะ ThaiBMA ระบุว่าช่วงเดียวกันเส้นอัตราผลตอบแทนปรับลดตามพันธบัตรสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่ชะลอลงจนคลายความกังวลเงินเฟ้อ อีกทั้งในวันทำการแรกหลังประกาศนักลงทุนต่างชาติกลับขายสุทธิพันธบัตรไทย -2,735 ล้านบาท และอัตราผลตอบแทนอายุ 5 ปีทรงตัวที่ 1.73% สะท้อนว่าส่วนต่างดอกเบี้ยยังเป็นตัวกำหนดเงินทุนต่างชาติมากกว่า โดยเฉพาะหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย +0.25% สู่กรอบ 3.75-4.00% ประโยชน์ที่ชัดกว่าคือต้นทุนระดมทุนของภาครัฐและหุ้นกู้เอกชนระยะกลางมีเสถียรภาพขึ้น เพราะตัดความเสี่ยงที่อันดับจะถูกลดลงไปอยู่ที่ BBB ออกไป
ตลาดหุ้น: กลุ่มธนาคารได้ประโยชน์โดยตรง
เหตุผลเชิงโครงสร้างคือ หลังการประกาศเมื่อปีก่อนFitch ระบุว่าอันดับของ EXIM, KTB และ TTB อิงกับระดับการสนับสนุนจากรัฐบาล และแนวโน้มเชิงลบของธนาคารเหล่านี้สะท้อนความสามารถของรัฐในการช่วยเหลือที่ลดลง เมื่อความเสี่ยงระดับประเทศคลี่คลาย แนวโน้มของธนาคารกลุ่มนี้จึงมีโอกาสถูกทบทวนตาม ในวันที่ 21 กันยายน KBANK ปรับขึ้น +2.77%, BAY +2.61%, SCB +2.30% และ KTB +1.11% (เทียบวันก่อนหน้า)
ความเสี่ยงที่ยังไม่หายไป
ประเด็นที่ต้องติดตาม 3 เรื่อง เรื่องแรกคือความขัดแย้งในตัวเองระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่กับแผนปรับสมดุลการคลัง ซึ่งFitch ระบุชัดว่าจะติดตามความคืบหน้าของแผนนี้และการบริหารหนี้ภาครัฐ เรื่องที่สองคือดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลในปีนี้ และนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 8 เดือนแรกที่ลดลง -4% YoY ซึ่งกดดันเงินบาทและรายได้ภาคบริการ เรื่องที่สามคือการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของการปรับครั้งนี้ จึงเป็นจุดที่ย้อนกลับได้เร็วที่สุดเช่นกัน โดยฝ่ายค้านวางกรอบอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน
สรุปมุมมอง
การปรับครั้งนี้เป็นการปลดความเสี่ยงขาลงมากกว่าการยกระดับประเทศ อันดับยังอยู่ที่ BBB+ เท่าเดิม ผลบวกที่จับต้องได้จึงอยู่ที่การลดส่วนชดเชยความเสี่ยงประเทศ และความชัดเจนของกลุ่มธนาคารที่อันดับผูกกับรัฐ ส่วนการไหลกลับของเงินทุนต่างชาติแบบยั่งยืนยังขึ้นกับส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ และผลการเติบโตของเศรษฐกิจจริง ซึ่งยังต้องพิสูจน์ในช่วงที่เหลือของปี
ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มเกี่ยวกับสัญญา Futures บนสินทรัพย์อ้างอิงต่างๆ ได้บนเว็บหน้าเว็บบริษัท YLG Futures ของเราให้หัวข้อ “บทวิเคราะห์” URL: https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures
และนอกจากนี้นักลงทุนยังสามารถทุนตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับตลาดหุ้นไทยอย่าง SET50 Index Futures หรือหุ้นรายตัวอย่าง Single Stock Futures ได้บนตลาด TFEX หากนักลงทุนท่านใดสนใจ สามารถติดต่อได้เลยที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) และโทร 02-687-9999
โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)