Single Stock Futures Overview: MINT หุ้นโรงแรมอินเตอร์ที่มาพร้อมธุรกิจร้านอาหาร
Single Stock Futures Overview: MINT หุ้นโรงแรมอินเตอร์ที่มาพร้อมธุรกิจร้านอาหาร

Single Stock Futures Overview: MINT หุ้นโรงแรมอินเตอร์ที่มาพร้อมธุรกิจร้านอาหาร

          หลายคนรู้จัก MINT ผ่านร้านสเวนเซ่นส์หรือซิซซ์เล่อร์ แต่ถ้าดูโครงสร้างรายได้จริง จะเห็นว่าแกนหลักของบริษัทคือธุรกิจโรงแรม ส่วนร้านอาหารมีไว้กระจายความเสี่ยงของพอร์ต

MINT ทำธุรกิจอย่างไร

          MINT เป็นบริษัทโฮลดิ้ง รายได้ของบริษัทแม่มาจากเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมจำนวนมาก ซึ่งทำธุรกิจโรงแรม ธุรกิจที่ต่อยอดจากโรงแรม และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ขนาดของกลุ่ม ณ สิ้นปี 2025 มีดังนี้

  • เครือข่ายธุรกิจใน 68 ประเทศ
  • โรงแรมในพอร์ต 636 แห่ง รวม 81,611 ห้อง
  • ร้านอาหาร 2,746 สาขา
  • รายได้ 79% มาจากนอกประเทศไทย โดยยุโรปเป็นตลาดที่ทำรายได้ให้กลุ่มโรงแรมมากที่สุด

ธุรกิจโรงแรม: รายได้หลักและตัวเร่งการเติบโต

          ไมเนอร์ โฮเทล กรุ๊ป สร้างรายได้ราว 78–79% ของทั้งกลุ่ม บริษัทถือแบรนด์หลายระดับราคา จึงรับลูกค้าได้ตั้งแต่ตลาดหรูจนถึงตลาดระดับกลาง ได้แก่ อนันตรา (Anantara) อวานี (Avani) โอ๊คส์ (Oaks) ทิโวลี (Tivoli) เอ็นเอช คอลเลคชั่น เอ็นเอช โฮเทลส์ และนาว (NH/NOW)

          แบรนด์ที่โดดเด่นที่สุดคืออนันตรา ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมหรูแบรนด์แรกที่บริษัทสร้างเอง อนันตราแข่งในระดับเดียวกับ Four Seasons, JW Marriott และ Mandarin Oriental และขายความต่างด้วยประสบการณ์ท้องถิ่น

กลุ่มนี้ยังรวมธุรกิจรอบโรงแรมที่นักลงทุนมักมองข้ามไว้ด้วย เช่น

  • อสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เช่น Residences by Anantara
  • โครงการพักผ่อนแบบปันส่วนเวลา เช่น Anantara Vacation Club
  • การให้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้า เช่น ริเวอร์ไซด์ พลาซ่า
  • ธุรกิจจัดจำหน่าย

ธุรกิจอาหาร: รายได้ประจำที่คาดการณ์ได้

บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สร้างรายได้ราว 18–19% ของกลุ่ม บริษัทมีร้านที่คนไทยคุ้นชื่อ เช่น สเวนเซ่นส์ (Swensen's) ซิซซ์เล่อร์ (Sizzler) และบอนชอน (Bonchon) บางแบรนด์บริษัทเป็นเจ้าของเอง บางแบรนด์ได้รับสิทธิแฟรนไชส์มา รายได้จึงมาจาก 2 ทาง คือยอดขายหน้าร้าน และค่าธรรมเนียมจากการให้สิทธิแฟรนไชส์

 

เติบโตด้วยการซื้อกิจการ

MINT โตด้วยการควบรวมและซื้อกิจการมาต่อเนื่อง ในช่วงปี 2023–2024 บริษัทขยายทั้ง 2 ธุรกิจพร้อมกัน

  • ธุรกิจอาหาร: ซื้อหุ้น 100% ในแฟรนไชส์ซิซซ์เล่อร์ทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา เปอร์โตริโก และกัวเตมาลา และถือหุ้นบอนชอนประเทศไทยเพิ่มขึ้น
  • ธุรกิจโรงแรม: ร่วมทุนกับ Abu Dhabi Fund for Development ซื้อรีสอร์ทหรูในมัลดีฟส์

          ในยุโรป บริษัทค่อย ๆ เสริมความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของเอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ป แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นไมเนอร์ โฮเทลส์ ยุโรป แอนด์ อเมริกา (MHEA) ก่อนนำ MHEA ออกจากตลาดในปี 2025 ก่อนเพิกถอน บริษัทเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 95.9% เป็น 99.5% ทำให้บริษัทแม่ตัดสินใจเรื่องสำคัญได้แทบทั้งหมด ขั้นตอนน้อยลง และขยับตัวเชิงกลยุทธ์ได้เร็วขึ้นมาก

เรื่องที่ต้องติดตามต่อ: โมเดล Asset-Light

          บริษัทกำลังเปลี่ยนจากการเป็นเจ้าของโรงแรมมาเป็นผู้รับจ้างบริหาร ในปี 2025 บริษัทเซ็นสัญญารับบริหารโรงแรม 40 แห่ง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้ง โมเดลนี้ทำให้มองเห็นรายได้ค่าธรรมเนียมในอนาคตได้ชัดขึ้น และบริษัทไม่ต้องลงทุนซื้ออาคารหรือแบกหนี้ที่มาพร้อมกัน

ลงทุนใน MINT ผ่าน TFEX

          นอกจากซื้อหุ้นโดยตรงแล้ว นักลงทุนยังลงทุนใน MINT ผ่านสัญญา Single Stock Futures ในตลาด TFEX ได้ด้วย มีหลายซีรีส์และหลายอายุสัญญาให้เลือก เช่น MINTZ26 และ MINTH27 อ่านบทวิเคราะห์ฟิวเจอร์สของ MINT และหุ้นตัวอื่นได้ที่เว็บไซต์ YLG Futures หัวข้อ "บทวิเคราะห์"
https://www.ylgfutures.co.th/th/updates/news-research/analyst-research/set-50-and-stock-futures

สอบถามเรื่องการลงทุนในสัญญาฟิวเจอร์สได้ที่ Line @ylgfutures (TFEX) หรือ @ylgglobalmarket (ตลาดต่างประเทศ) โทร 02-687-9999

โดย ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
(บทความโดย: ดร.ณัฐวุฒิ นราวุฒิชัย, CISA)

📌 หมายเหตุ: บทความนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ได้ชักชวนให้ซื้อขายหรือกำหนดราคาเป้าหมาย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง